มีความรู้ยินดีที่ได้กลับมาพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง เวลาที่ผ่านมา มีเรื่องราวมากมายเข้ามาในชีวิตที่อาจจะต้องใช้อีกบทความในการอัพเดทกัน แต่วันนี้ (จริงๆคิดตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว) ว่าอยากจะแชร์ประสบการณ์การเข้า Mentoring Session ที่เปิดมุมมองและตอบคำถามที่เหมือนเป็นปมในใจของตัวเอง
ต้องเกริ่นก่อนว่า Mentoring Session ก็อาจจะเป็นคล้ายๆการที่เราเห็นฉากการพูดคุยกับจิตแพทย์ในหนัง แต่ Mentor กับนักจิตแพทย์ อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันนิดหน่อย (ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม)
การได้เข้า Mentoring Session เกิดจาก Co-founder ที่บริษัทรู้จักกับพี่คนนึง (พึงมารู้ที่หลังว่าเป็นนายเก่าของเจ้านายเรา) ติดต่อมาเพื่อสอบถามว่า มีใครในทีมสนใจ 1:1 Development ลักษณะนี้มั้ย เพราะพี่เขาเองก็เหมือนกำลังฝึกอยู่ แล้วอยากช่วยกลุ่ม Manager ในการปลดล็อคศักยภาพบางอย่าง ซึ่งโดยปกติจะเป็น Session สำหรับกลุ่ม C-level ใน Copertate ใหญ่ๆ เท่านั้น แน่นอนเราก็ตอบรับไปด้วยประวัติส่วนตัวและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา
ตัวตนของเราในวันนี้เกิดจาก Enviroment ในชีวิตที่เรามีประสบการณ์ร่วม ทั้งการเลี้ยงดู ครอบครัว สังคม โรงเรียน หล่อหลอมเราให้เราเป็นเรา เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ติดตัวเรามา ซึ่งมันอาจจะสร้าง Effect บางอย่างกับตัวเราในปัจจุบัน
ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมี Awareness เพื่อ Unpack Emotional ของเรา ยกตัวอย่างเช่น ความเป็นผู้นำของเราก็อาจจะเกิดจาก การได้เป็นหัวหน้าห้อง ตั้งแต่สมัยอนุบาล ค่อยได้รับเลือกให้ดูแลเรื่องนู้นนี้ สั่งสมความกล้า จนได้เป็น Representative ของ Advertising Student ที่ Leeds Business School และเป็น Skill Set ที่เรามีอย่างทุกวันนี้

Session 1
เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับปมในใจของเราเอง เป็น Theme “Endless Goal” คือการตามหาเป้าหมายที่แท้จริงในใจของเรา ว่าเป้าหมายนั้นมันคืออะไร เพราะมันดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
ปัญหาคือเราไม่เข้าใจ ว่าชีวิตของเราต้องการอะไร อยากจะมีเงินเดือน 50,000 ก่อนอายุ 30 ตอนนี้ก็ทำได้แล้ว อยากมีคอนโดมีรถเป็นของตัวเองก็ได้มาหมดแล้ว อยากมีชีวิตที่ตัวเองใฝ่ฝัน ตอนนี้ก็เหมือนจะทำได้แล้ว ก็เลยไม่รู้ว่าต้องการอะไรอีกในชีวิต รถหรูหรอ แบรนด์เนม ก็ไม่น่าใช่ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังพยายามพัฒนาตัวเองในทุกๆวัน แต่มันก็เหมือนย้อนแย้งกันไปมา ไปไม่สุด
โดยหลังจากจบ Session แรก ที่เราเข้าใจถึง Theme หลักของเราแล้ว ก็ได้รับ Assignment ให้กลับมาทำ เพื่อสำรวจความสุขของตัวเอง โดยให้ Take Note ใน Moment ไหนบ้างในการใช้ชีวิตของเราแล้วมีความสุข ลองคิดๆดูก็ได้ประมาณนี้
- ดูต้นไม้ที่ระเบียงทุกเช้า (เป็นการ Observe ดูความสมดุลของธรรมชาติ)
- เล่นเกมส์วางแผน สร้างเมือง แล้วเห็นเมือง Run Smooth (มองหาความสำเร็จจากการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง)
- ดู Youtube ทีม Liverpool ซ้อมก่อนแข่ง (น่าจเป็นการ Observe ให้เห็นถึงความพยายาม)
- ออกไปวิ่ง แล้วเห็นแฟนมีความสุข (อาจจะเป็นการให้ความสำคัญกับ Relationship)
- จิบชา หรือ กาแฟ ตอนเช้าก่อนไปทำงาน (หยุดอยู่กับตัวเอง สำรวจตัวเอง)
- จัดห้อง (ใช้เวลากับตัวเอง)
Session 2
มีประโยคนึงที่น่าจะสรุปความสับสนของเราคือ “อยากจะ Slow Down แต่ก็กลัวศูนย์เสียโอกาสบางอย่างในชีวิต” เราอาจจะเป็นคน Define ความสำเร็วจากภาพใหญ่ เช่นตอนงานเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น โดยไม่มี Milestone เพื่อเป็นความสุขเล็กๆในการทำงาน
คำถามต่อไปที่ Mentor ถามคือ ถ้าเราเปลียนแปลงหรือสร้างสรรค์อะไรกับโลกนี้ หรือประเทศนี้ได้ จะทำอะไร
คำตอบของเราแบบเร็วๆตอนนั้นก็คือ การอยากเป็นคนออกแบบผังถนนกรุงเทพใหม่ 5555 อาจจะเป็นเพราะอินกับเกมส์ แต่มันเป็นการแก้ไขความไม่สมบูณร์ของกรุงเทพ ให้ดีมากขึ้น
หลังจากได้พูดคุย Mentor สรุปได้ว่า
- ความสำเร็จของเรามักจะขึ้นอยู่กับความสำเร็วของตัวเองที่เราได้มีส่วนทำให้เกิดขึ้น (เพราะจริงๆเราก็ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของชุมชนรอบข้างมากนัก) แต่ก็มีความย้อนแย้ง ว่าเราเองก็ไม่ต้องการทำเองซะทีเดียว อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความรู้ มาช่วยเราในการทำงานมากกว่า
2. เราไม่มี Milestone ระหว่างงาน ต้องทำงานให้เสร็จเท่านั้นเราถึงจะมีความสุข -> คำถามเราก็คือ เราอยากจะปรับแต่งตรงนี้มั้ย
Mentor เปิดโอกาสให้เราได้เล่าเรื่อง ถึงอดีตของตนเอง โดยถามคำถาม เพื่อให้เราได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจ บางครั้งเราก็รู้สึกว่า เห้ย! เราคิดอย่างที่เราพูดจริงๆหรอวะ เช่น
ตอนเด็ก – เราชอบแกะของ เปิดเครื่องเกมออกมาดูว่ามีอะไรข้างใน ต่อ Lego แต่เมื่อสร้างเสร็จก็มักจะพังมันลงมา แล้วก็สร้างใหม่เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการ (ไม่ได้ทำตามแบบ)
ตอนโต – การเล่นเกมส์สร้างเมือง ก็จะเป็น Loop ที่คล้ายกัน สร้างเมือง -> เพิ่มนั้นนี้ ให้เมืองเสียสมดุล -> กลับไปทำให้มัน Balance เป็นแบบนี้ตลอด โดยพี่ Mentor ให้คำจำกัดความว่า Regeneration (สร้างใหม่ไม่รู้จบ)
มันเป็นอะไรที่ทำให้เรามี Awareness ในตัวตนของเราเองมากๆ ว่าเราเมื่อ 5 ขวบ คือเราคนเดิมตอนนี้ที่อายุ 30 เรายังเป็นคนเดิม เมื่อผ่านมา 25 ปี ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย!
Assignment ของ Session ที่สอง เป็นการสำรวจคุณค่าที่เรายึดถือจากคำที่มีในกระดาษ

โดยสามรถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลักๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน
- Achievement (50%) -> พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆวัน
- Authenticity (70%) -> มีความซื่อสัตย์กับความเป็นตัวของตัวเอง (เคารพตัวเอง)
- Curiosity (70%) -> เป็นคนเรียนรู้ตลอดเวลา สงสัยเพื่อหาคำตอบ
- Relationship (50%) -> ความสัมพัธ์ที่มั่นคง ลแะปลอดภัย
- Professionalism (90%) -> ความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ทั้งใน และนอก Office
ไม่น่าเชื่อว่า ความสัมพันธ์ (Relationship) จะเป็นคำที่ขึ้นมาเสมอๆในระหว่างการเลือกคำ ซึ่งจริงๆแล้วก็มีผลกับเราค่อยข้างมาก ถ้าครอบครัวมีความั่นคง เชื่อมั่นในตัวเรา ก็จะสามารถทำให้เราวิ่งไปข้างหน้า และพัฒนาสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เหมือนช่วงเวลาที่ผ่านมา 1-2 ปีนี้
Session 3
หลังจากได้อธิบายถึง Assignment ให้กับ Mentor ได้ฟัง สรุปได้ว่า
เรามีความเป็น Thinker + Doer ซึ่งถือว่าเป็นคนตรงกลางได้ดี ชอบลักษณะของการมี Goal Acheivement ซึ่งจริงๆ ก็สะท้อนความเป้าตัวเองในตอนนี้ได้ค่อนข้างตรงเลยทีเดียว
ปัญหาต่อมาที่เจอในบทสนทนาคือ เหมือนเราไม่มี Passion ในการวิ่งไปข้างหน้า ทำให้การพัฒนาของเรามันเป็นเหมือนความครึ่งๆกลางๆ ไปได้เร็วกว่านี้ แต่ก็กลัวว่าจะตัดสินใจผิด
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แม่ เป็นเหมือนคนที่มี Idea การทำธุรกิจมาตลอด และมักจะสั่งให้เราไปทำนู้นทำนี้ (ซึ่งตอนเด็กก็เหมือนถูกบังคับให้ทำ) ก็เลยมักจะไม่ชอบ แต่ก็ยังทำให้ ทุกครั้งก็จะบ่น และไม่มีความสุขกับการทำงาน ก็เลยไม่แน่ใจว่า แผนในการกลับไปช่วยที่บ้านทำธุรกิจ จะเป็นสิ่งที่สมควรทำมั้ย (เราต้องไม่มีความสุขแน่ๆ)
Assignment ในรอบนี้คือการหา Micro กับ Macro Moment in Work
Micro คือการหาช่วยเวลาแห่งความสุขเล็กๆ เวลาทำงาน (ซึ่งค่อนข้างยาก)
Macro คือการหา Passion ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ที่ Drive เราไป ข้างหน้า โดยอาจจะต้องไปทำ นายเรา ที่ว่าทำไมเขาถึงมาเปิดบริษัท ทำไมเขาถึงมีฝันอยากทำ Start up เพื่อมาเปลี่ยนโลก
ยังมี Session อีกประมาณ 3-5 ครั้ง ก็ถือว่าเราได้มาครึ่งทางแล้ว ได้มองเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น มีหลาย Wow Moment ที่ทำให้เราประหลาดใจ และคำตอบส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่เราเป็นคนพูดเอง เหมือน ตอบคำถาม จากคำบอกเล่าของตัวเอง แต่ปัญหาที่เป็น Theme หลัก ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาตัวเองต่อ
ใส่ความเห็น