สำรวจตัวตน จาก Mentoring Session [Part 2]

ผ่าน Session ที่ 4, 5, 6 และ 7 มาได้ไม่น่า Mentoring Session สุดท้่ยก็จะเริ่มต้น และจบลง ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน

ผ่านมาแล้วหลาย Session เรามีการพัฒนาอารมณ์และเข้าใจตัวเองมากยิ่ง ประเด็นของบทสนทนา จึงถูกเปลี่ยนไปจาก Theme ใหม่ที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเรื่อง ‘Endless Goal’ จนมาถึงปัญหาในแต่ละสัปดาห์ที่พบเจอ เพื่อหาวิธีการจัดการด้านอารมณ์และเข้าใจสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ผ่านคำถามที่เหมือนจะต้องการให้เราหาคำตอบในมุมลึกของจิตใจ ผ่านพี่ Mentor

Session 4

จาก Assignment ใน Session 3 คือการหา Micro กับ Macro Moment in Work

Micro คือการหาช่วยเวลาแห่งความสุขเล็กๆ เวลาทำงาน ของเราแบ่งออกได้เป็น 3 ข้อก็คือ
1. ตอนที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อาจจะไม่ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่มีคนมาสอน หรือฟังบทสนทนาที่ทำให้เราเข้าใจภาพมากขึ้น
2. แก้ปัญหาให้กับคนในทีมได้ ซึ่งจะรวมไปถึงการแก้ปัญหาจากการขายงานกับลูกค้าสุดหิน
หรือแก้ปัญหาให้งานส่งได้ทันเวลา
3. สร้างบรรยกาศที่ดีในการทำงาน ซึ่งก็ต้องบอกว่าในช่วงนี้เรา WFH กันอยู่ เพราะฉะนั้นขอนี้จะหายไป

Macro คือการหา Passion ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ที่ Drive เราไป ข้างหน้า จากการได้พูดคุยกับ หัวหน้า ที่เขาเปิดบริษัทหรือมี Start up ที่ประสบความสำเร็จของตัวเองนั้นเกิดจากการที่เขามี Passion ที่อยากจะเปลี่ยนโลก อยากเป็นคนที่โลกจนจำ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมี Impact ต่อสังคมวงกว้าง อยากเป็นเลิศ ในขณะที่เรามองตัวเองนั้น ก็เข้าใจได้ว่า เราเป็นคนที่อาจจะไม่ได้มีความทะเยอทะยานขนาดนั้น แค่อยากจะมีความสุข มีครอบครัวที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็มีดีได้ประมาณนึงแล้ว

ประเด็นที่มีการพูดคุยกันต่อจะเป็นเรื่องของ Process & Outcome ซึ่งบางคนอาจจะสนใจ Process มากกว่า แต่เราอาจจะเป็นคน Focus ที่ Outcome หรือการจบงานเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความสุขในระหว่างการทำงานมันขาดหายไป เราอาจจะต้อง Slow Down และมองหาความสุขใน Process บาง เพื่อให้เรามีพลังกายและพลังใจ ในการไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการโดยที่ยังไม่หมดแรง

หลายจากผ่านการสำรวจตัวเอง ว่าคนอื่น และตัวเราเอง มองว่าเราเป็นคนยังไงและมีเป้าหมายอะไรในชีวิต เราผมว่าสิ่งที่เรายังขาด และมองหามาเพื่อเติมเต็มคุณค่าของตัวเองคือในส่วนของ “Business Development” คือการมองหาโอกาสและสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งส่วนนี้อาจจะต้องขอโอกาสจากบริษัทในการเรียนรู้เพิ่มเติม

เมื่อเราเข้าใจ Value ของตัวเองแล้วจะพบว่า Goal หลักๆของเรามี 3 อย่างคือ
1. พัฒนา Skill ด้าน Business Development
2. ดูแลความสัมพันธ์ของคนรอบข้างให้ดี (ทั้งครอบครัว และเพื่อนผูง)
3. พัฒนา Skill ด้าน People Management เพื่อ Scale ทีมและพาทีมไปให้ได้ไกลยิ่งขึ้น

#Assignment ในครั้งนี้คือการโทรหาเพื่อนและครอบครัว อย่างน้อยสัปดาห์ละคน

Session 5

หลังจากได้ลองโทรหาญาติที่เคยสนิทกันตอนเด็ก พูดคุยกันสั้น 5-10 นาที ก็ทำให้หัวใจพองโตอย่างประหลาด แน่นอนตอนกดเบอร์อาจจะต้องใช้ความกล้าในการโทรซักเล็กน้อย แต่เมื่อได้เริ่มพูดคุย เราสามารถรับรู้ถึงพลังบางอย่างที่ช่วยเสริม Core Value ของเราในด้าน Relationship ได้เป็นอย่างดี และจะพยายามโทรให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สิ่งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ความสุขอาจจะไม่ใช่ Goal Oriented เสมอไป

พอเรามองลึกเข้าไปในจิตใจ อีกสิ่งหนึ่งที่เรามักจะเรียกร้องและมองหาโดยไม่รู้ตัวคือเรื่อง “การยอมรับจากสังคม” โดยเฉพาะการที่เรา “อยากเป็นคนสำคัญ” ไม่ว่าจะเป็นของครอบครัวหรือองค์กร

เรามักจะมองออกไป ที่ผู้คนที่อยู่ในวงที่ไกลออกไป แล้วนึกอิจฉาที่ความสำเร็จ และการได้รับการยอมรับจากสื่อ ได้ขึ้นไปรับรางวัล มีคนมาพูดคุยยกย่อง จนบางครั้งสิ่งเหล่านี้มักทำให้เราลืมถึงเป้าหมายของตัวเอง

หลังจากได้พูดคุยกับ พี่ Mentor ก็เข้าใจว่า นี้มันก็เป็นเรื่องปกติ ของคนลักษณะแบบเรา ที่ชอบกดดันตัวเอง และหาแรงผลังเพื่อนให้เราได้ไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง แต่บางครั้งเราอาจจะต้อง Aware ว่าสิ่งที่เรากำลังจ้องมองอยู่ จะไม่ได้กลับมาลดพลังกาย พลังใจของเรา เพราะบางทีอาจจะมีคนอื่น ที่แอบมองเราและนึกอิจฉาเราอยู่ก็ได้

Session 6

กลับมาเป็นคำถามเรื่อง Leadership ที่เราพยายามพัฒนา จากความรับผิดชอบและหน้าที่การงาน ที่ต้องดูแลทีมงานให้สามารถพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนการเติบโตทั้งในรูปแบบของบริษัทและความเป็นตัวเอง ค่อนข้างเร็วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บางทีเมื่อเกิดปัญหา โดยเฉพาะในด้าน Leadership ทำให้กระทบต่อความรู้สึกและ Core Value ของเราพอสมควร

การที่ได้พูดคุยกับ พี่ Mentor ทำให้เข้าใจเรื่อง Work Quality + Professionalism ที่เป็น Core Value ในตัวเรา เมื่อมีปัจจัยใดๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือสมาชิกในทีม จึงทำให้เราค่อนข้างหวั่นไหวพอสมควร

ใน Session นี้เราได้เรียนรู็เกี่ยวกับความ เชื่อใจ (Trust) ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร และเราสามารถสร้างให้มันเพิ่มขึ้นกับผู้คนรอบตัวของเราได้อย่างไร

มีสมาการแห่งความเชื่อใจที่เรียกว่า Trust Equation คือ Trust = (C + R + I) / S ตามภาพด้านล่าง

C (Credibility) หรือความน่าเชื่อถือ หมายถึง Qualification บางอย่างที่ติดตัวเรามา เช่น เรียนจบปริญญาโท มีประสบการณ์ในการทำงานในลักษณะนี้มา 10 ปี เป็นมาตราฐานบางอย่างที่ทำให้คนเชื่อถือในตัวเรา

R (Reliability) หรืออาจจะหมายถึงความไว้วางใจ ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีการกระทำที่น่าเชื่อถือกับคนคนนั้น ขยายความคือ Credibility คือ Record ที่เรามีในอดีต แต่ Reliability คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานกับคนนั้นๆ

I (Intimacy) หรือความสนิทสนม อาจจะมาจากความใกล้ชิด กิจกรรมที่เราได้ทำร่วมกัน ช่วง Off Work สังสรรค์ต่างๆ ที่เราได้แสดงตัวตน หรือมีความสนใจที่ตรงกันบางอย่าง ทำให้สนิทสนมกันมากกว่าแค่เรื่องงาน

แต่ทั้งหมดนั้นจะถูกหารด้วย S (Self Orientation) หรือความเห็นแก่ตัว หรืออาจจะหมายถึงการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่ง Manager มือใหม่อาจจะลืมตัวและสนใจแต่ผมรับ จนให้ตัวเองกลายเป็นคนที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ร่วมถึงเราเองด้วย

หลังจากได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ พี่ Mentor มี Guideline ให้เราลองมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งแน่นอน WFH สร้างผลกระทบโดยตรงกับ I (Intimacy) อย่างจัง เพราะเราอาจจะคุยกันได้แค่ในเรื่องงาน ผ่าน Zoom หรือ Video Call ต่างๆ ทำให้เราขาดช่วงเวลาการสร้างความสนิทสนม และ Small Talk ไป แต่ S (Self Orientation) ก็เป็นอีกตัวนึงที่คนรอบตัวอาจจะรู้สึก สิ่งที่ต้องตระหนัก และสร้างการรับรู้ให้กับทุกคนคือ การอธิบายที่เป้าหมาย และแนวคิดของเรา และต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

ใน Part ที่ 3 เราจะกลับมาลงรายละเอียดถึง Session 7 และ 8 ที่เป็นการรวบยอดความคิด ของ Mentoring Session ทั้งหมดที่ผ่านมาและลองถอดบทเรียน เพื่อที่ทุกคนน่าจะเอาไปปรับใช้ได้ ไม่มากก็น้อย

ใส่ความเห็น