หลังจากมีข่าวช่วงต้นปี 2024 ว่าเดือนมีนาปีนี้ จีนจะเปิด Free Visa ให้คนไทยเข้าไปเที่ยวได้ ผมเองที่ไม่ได้ไปจีนมานาน ครั้งสุดท้ายเขียนไว้ใน Blog นี้เมื่อช่วงปี 2018 ได้เลยลองจัดหาวันว่าง และติดต่อเพื่อนคนจีนที่เรียนด้วยกันที่อังกฤษ
ทริปนี้ผมจะเดินทางไปที่ เซียงไฮ้ (Shanghai) โดยใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน โดย Theme ของการไปเที่ยวในครั้งนี้ตั้งใจว่า จะเน้นการทำความเข้าใจ วิถีชีวิตและความคิดของคนเซียงไฮ้ ใช้ชีวิตแบบ Local โดยเพื่อนทำอะไรก็จะทำตาม ไม่ได้มีแผนตายตัว
ผมมีเพื่อนคนนึงอยู่เชียงไฮ้ เป็นผู้จัดการระดับสูงในบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของจีน และเพื่อนอีกคนมาจากเซินเจิ้น เป็นลูกนักธุรกิจนิคมอุตสหกรรมที่ไม่เคยมาเที่ยวเซียงไฮ้มาก่อน
ทั้งนี้หัวข้อของเราจะแบ่งคร่าวๆเป็น 3 หัวข้อด้วยกัน
1. คนไทยเที่ยวจีนฟรีวีซ่า จะผ่านตมยังไง
2. การใช้จ่ายในจีน
3. สถานที่เที่ยวแนะนำ
1. คนไทยเที่ยวจีนฟรีวีซ่า จะผ่านตมยังไง
ช่วงต้นปี 2024 ประเทศจีนประกาศฟรีวีซ่าให้กับหลายประเทศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในประเทศที่พี่จีนให้ Free Visa ก็คือประเทศไทยนั้นเอง

วิธีการเตรียมตัวก็ง่ายๆ หลังจากจัดการเรื่องส่วนตัวเสร็จ (ลางาน จองตั๋ว จองโรงแรม วางแผนเที่ยว) ก็เตรียมตัวออกเดินทางได้เลย ทั้งนี้ส่วนตัวผมแนะนำให้ปริ้นทุกอย่างเก็บไว้ติดตัว 1 ชุด และใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางอีกชุดกันเหนี่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวประเทศจีน ถ้าคุณไม่รู้ภาษาจีน สื่อสารยากมากกก (Google Translate ใช้ได้แต่ไม่ทันใจ)
ก่อนจะลงเครื่อง แอร์จะมาแจกใบเข้าเมือง (Arrival Card) โดยข้อมูลที่เรากรอกก็เป็นข้อมูลพื้นฐาน ที่มีคำถามทั้ง 2 หน้า สามารถ Save รูปนี้ เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนเดินทางได้เลย


หลังจากลงเครื่องก่อนเข้าด้านตรงคนเข้าเมือง จะมีเครื่องอัตโนมัติ เพื่อเก็บรายนิ้วมือก่อน เครื่องไหนว่างเข้าได้เลย หน้าจอมีทุกภาษา ภาษาไทยก็มี พอเก็บข้อมูลครบจะได้ใบแนบออกมาจากให้ใส่ไว้กับใบตมและ Passport แล้วเดินตรงไปที่ตม ได้เลย

พอเดินมาถึงหน้า Immegration ก็ต่อแถวรอคิว โดยใครที่พึงเดินทางมาครั้งแรก อาจจะนำเอกสารการเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน และการจองที่พัก ออกมาเตรียมไว้ ซึ่งเท่าที่สังเกตุดู เจ้าหน้าที่ก็มีการสุ่มถามเป็นระยะๆ แต่ของผมเองเนื่องจากเดินทางมาครั้งที่สอง คิดว่าในระบบน่าจะมีข้อมูลอยู่ ทำให้ผ่านไปได้ง่าย ไม่โดนถามอะไร

ระยะเวลาตั้งแต่ลงเครื่องจนถึงรับกระเป๋าค่อนข้างนาน การจัดการไม่ได้ดีมากนัก อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาที่ผมลงเครื่องคนค่อนข้างเยอะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เห็นจะได้ ใครมาเที่ยวเอง หรือนัดรถรับส่งไว้ อาจจะต้องเผื่อเวลาเยอะหน่อยนะครับ
2. การใช้จ่ายในจีน
อย่างที่ทราบกัน ที่ประเทศจีนโดยเฉพาะในเมือง ถือว่าเป็น Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสดโดยสมบูรณ์ ซึ่งคนที่จะไปเที่ยวจีนทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องแลกเงินไปเที่ยวอีกต่อไปแล้ว

โดยที่จีน การชำระเงินจะผู้ให้บริการเจ้าใหญ่อยู่ 2 เจ้า
- WeChat Pay – เป็นเจ้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่คนโลคอล เพราะเป็น App Chat ที่เขาใช้ทุกวันอยู่แล้ว (เหมือน LINE ที่มี LINE Pay บ้านเรา) แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอาจจะยากพอสมควร เพราะเท่าที่ผมหาข้อมูล ต้องมีเบอร์หรือมีบัญชีธนาคารที่จีนซักอย่าง (ผมเลยจะขอแนะนำ เจ้าที่ 2 มากกว่า)
- Alipay – การใช้งาน Alipay ค่อนข้างง่าย สามารถผูกบัตรเครดิตทั้ง Visa และ MasterCard ได้เลย ซึ่งถ้าเป็นบัตรไทยอาจจะต้องระวังเรื่องคำธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน ประมาณ 2.5% และถ้ายอดใช้จ่ายเกิน 200 หยวนขึ้นไป ทาง Alipay จะชาร์จ เพิ่มอีก 3%
เท่ากับว่า ถ้าจ่าย 250 หยวน (1,263 บาท)
ยอดที่จ่ายจริงคือ (250+3%)+2.5% = 263.94 หยวน (1,332.67 บาท)
จ่ายเพิ่มจากราคาปกติมาอีก 69.67 บาท โดยประมาณ
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะลดในส่วนค่าทำเนียม 2.5% ลง มีทริคอีก 2 วิธี คือ
- ใช้ Alipay และใส่การ์ด YouTrip – ถึงแม้ว่าในการ์ด YouTrip ที่หลายๆคนรู้จักกันจะไม่มีสกุลเงินหยวน แต่อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกคิดก็ยังถูกกว่าบัตร Visa และ MasterCard มาก (ไม่มี 2.5% อัตราแลกเปลี่ยน Real-time) ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เรายังใช้ Feature ในการเดินทางและอื่นๆของ Alipay ได้อยู่
- ใช้ Alipay ผ่าน TrueMoney – วิธีนี้ก็ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่เราเติมเงินเข้าไปใน TrueMoney ในหน้า Scan จ่ายจะมีปุ่มเล็กๆด้านล่าง ให้สลับเป็นของ Alipay ได้เลย ทั้งนี้เนื่องจากเราทำการจ่ายเงินผ่าน App TrueMoney การเดินทางต่างๆ อาจจะยากนิดหน่อย ต้องสลับไปมา หรือไปซื้อบัตรเดินทางแทน
3. สถานที่เที่ยวแนะนำ
ในหัวข้อนี้ อาจจะขอแชร์ประสบการณ์และแนะนำว่ามาเที่ยวจีนครั้งหน้า อยากให้เพื่อนหาทางแวะหรือทานให้ได้ แต่อาจจะขออภัยไว้ล่วงหน้า ว่าข้อมูลการเดินทาง หรือแม้แต่กระทั้งชื่อร้าน บางอันอาจจะไม่มี เนื่องจาก เพื่อนจีนพามา ผมก็เดินตามเข้าไป บางร้านถามเขาแล้วว่าชื่ออะไร แต่พอกลับถึงที่พักก็จำไม่ได้ 5555
1. ร้านติ๋มซำ ที่มีชื่อว่า 繁楼 (Fan Lou) อ่านไม่ออกเหมือนกัน ลอง Search ดู

อร่อยมาก ราคาไม่แพงตกคนละไม่ถึง 800 บาท แต่ต้องรอคิวนานพอสมควร ขนาดเป็นวันธรรมดามื้อเที้ยง ผมและเพื่อนไปถึงประมาณ 11:30 ยังต่อรอคิวเกือบ 40 นาทีได้

รสชาติโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับสุดยอด และเหมือนเป็นร้านแนะนำ ที่ Blogger ต่างชาติเคยรีวิวด้วย ถ้าใครอยากไปจริงๆ คอมเม้นมาได้เลยนะครับ เดียวถามเพื่อนคนจีนให้อีกที 5555
2. Tea Room หรือ Tea Club หรือ ห้องจิบชานั้นเอง
เพื่อนคนเซียงไฮ้เล่าว่า นอกจาก Night Club ที่คนมักจะไปกันแล้ว ตอนนี้กลุ่มวัยรุ่นหรือคนทำงานที่มีระดับนิดนึง เขาก็นิยมหาเวลาว่าง มานั่งจิบชาที่ Tea Room กัน โดยร้านที่เราไปต้องเป็น Member ส่วนค่าชาตกคนละ 198 หยวน (ประมาณ 1,000 บาท)

ทางเข้าคือ Private สุดๆ เป็นทางเดินยาวๆ แบ่งออกเป็นห้องต่างๆ ห้องเราอยู่ในสุด เข้ามาในห้องตกแต่งใช้วัสดุไม่แพง แต่รวมๆดูโคตร Premium เหมือนเป็นห้องเก็บเสียง น่าจะเหมาะกับมานั่งคุยกัน หรือทำ Business Deal เพราะไม่มีอะไรเลยน้องจากโต๊ะกับกาน้ำร้อน

10 นาทีแรก หลังจากที่เพื่อนเซินเจิ้น เลือกชาเสร็จ แล้วก็หัวเราะกันยกใหญ่ ว่าทำไมชามันแพงขนาดนี้ (คนละ 1,000 บาท) แล้วห้องคือไม่มีอะไรให้ทำเลย เงียบมาก แต่หลังจากชามาเสิร์ฟ เราก็พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เรานั่งคุยและจิบชาทั้งหมด ร่วม 2 ชั่วโมง ใช่ครับ คุยและจิบชาอย่างเดียว Deep Talk กันไปหลายเรื่อง ทั้งชีวิตทำงาน ความคาดหวังของสังคม การแต่งงาน อนาคตการมีลูก และอื่นๆ
ความรู้สึกมันพิเศษมากๆ ทั้งกระบวนการชงชา จิบชา และสถานที่ มันทำให้บทสนธนา ออกมาได้ดีแบบไม่น่าเชื่อ และเป็นประสบการณ์ที่เรา 2 คน จะไม่มีวันลืม รู้สึกว่าคนละพัน ไม่ได้แพงอย่างที่คิดหลังจากที่เราเดินออกมา
3. ร้านหม่าล่า Hot Pot Shanghai
หม่าล่าต้นกำเนิดมาจากตอนใต้ของจีน และเป็นที่นิยมไปทั่ว มาไกลจนถึงที่ไทย แต่ตอนนี้ร้านหม่าล่าที่จีนก็เริ่มคนน้อยลง คนนิยมไปทานอาหารในรูปแบบอื่นมากขึ้น เพื่อนคนเซียงไฮ้เล่าว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อน ร้านนี้ต้องต่อคิวรอเป็นชั่วโมง แต่วันนี้ที่เราไป ร้านใหญ่มาก น่าจะมีเกิน 30 โต๊ะ มีคนทั้งร้านแค่ไม่เกิน 5 โต๊ะเท่านั้น

หม่าล่ารสชาติไม่เผ็ดมาก แต่ชาโคตร ที่แปลกคือ เราจะมีเสิร์ฟชานมมาด้วยเลยพร้อมอาหารคาว เพื่อนบอกว่า ที่นี้ปกติ ถ้าเราเผ็ดหรือชามากๆ ก็จิบชานม (ในถ้วย) แล้วจะทำให้กินได้เยอะขึ้น เหมือนเอาธาตุน้ำ มาดับธาตุไฟ ประมาณนั้น 555 เกิดมาไม่เคยกินหม่าล่ากับชานมพร้อมกันมาก่อน แต่ต้องบอกว่ามันช่วยได้จริงๆ

เมนูเด็ดของร้านนี้เนื้อกบ ที่ไม่ได้มาแค่เนื้อ แต่มาทั้งตัว ตอนเห็นครั้งแรกต้องบอกเลยไม่เอา กินไม่ได้ เพื่อนทั้งสองคนก็บอกว่าต้องลอง ร้านนี้เด็ด ก็เลยกั้นใจลองดู สรุป เอ้ย อร่อยกว่าที่คิด เนื้อน่องนี้คือดีมาก แต่ส่วนช่วงตัวยังแปลกๆอยู่ ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก
มื้อนี้กินแบบจัดเต็มหมดไปเกือบ 3,000 บาท แต่วัฒนธรรมเจ้าบ้านที่นี้คือ เจ้าถิ่นเลี้ยงทุกมือ้ เถียงกันทุกมื้อว่าเราจะขอจ่ายบ้าง แต่เขาไม่ยอม สั่งอาหารทีไร คือแทยสั่งมายกร้าน บอกอยากให้ชิม อาหารเหลือทุกมื้อ ซึ่งในมุมมองคนจีนมองว่า ถ้าสั่งมาแล้วเรากินหมด แปลว่าเขาดูแลเราดีไม่พอ (ต้องให้อิ่มแบบกินไม่ไหว ถึงจะดี)
4. หมู่บ้านสายน้ำ หรือ Zhujiajiao Water Village
เป็นหมู่บ้านแบบดั้งเดิมของคนเซียงไฮ้ ก่อนที่ Western จะเข้ามาและเปลี่ยนแปลงเมืองให้ดูทันสมัย การเดินทางค่อนข้างไกล ต้องนั่ง Subway ออกมาประมาณชั่วโมงกว่าได้ บ้านเรือนดูแปลกตา น่ารักดี แต่ถามว่าอยากแนะนำให้มามั้ย อาจจะบอกว่าไม่ต้องมาก็ได้ ไป Disneyland น่าจะดีกว่า เพราะมันแอบจะสกปรกนิดหน่อย

รา้นอาหารที่เราแวะทางกับเพื่อนคือร้านด้านขวาบน ที่ติดกับสะพานข้างแม่น้ำ ร้านเป็นแบบโคตรโลคอล เมนูมีภาพให้ดู แต่ภาษามีแค่จีนเท่านั้น เมนูที่เราสั่งน่าจะมีคล้ายๆปลาอะไรซักอย่าง ซึ่ง 2 จานนี้รสชาติต่างจากอาหารทั่วไป แต่อร่อยใช่ได้


5. Ear Spa มาร้านแคะหู
ครั้งที่แล้วที่มาเที่ยวจีน เมื่อปี 2018 ได้เปิดประสบการณ์เคาะหูสุดอลังการ มารอบนี้เลยขอมาอีกซักรอบ เพราะไม่ได้แคะหูมาเกือบ 5 ปีแล้ว สถานที่ทำก็จะเป็นร้าน Spa ทั่วไป ที่มีทั้งนวดตัว นวดหัว อะโลม่า แต่ที่สำคัญมีบริการล้างตาด้วย แต่ยังทำใจลองไม่ได้ 555

การทำ Ear Spa จากที่ทำ จะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ต่อคน
1. แคะสิ่งสกปรกที่อยู่ลึกๆ ออกมา พวกขี้หู หรือผิวหนังภายในหูออกมา
2. บีบน้ำล้างหูอุ่นๆ เข้าไปในหู เพื่อทำความสะอาดส่วนที่เหลือ
3. เก็บรายละเอียดด้านในและบริเวณใบหูอีกที
คนที่ทำจะมีเหมือนกระเป๋าอุปกรณ์ และทำความสะอาดทุกครั้งหลังทำเสร็จ ให้เพื่อนช่วยแปล ระหว่างทำเขาก็จะชวนคุย เช่น ขี้หูเยอะนะคะ ทำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ บลาๆ โดยคนทำ เป็นผู้หญิงวัยกลางคน บอกว่าทำงานนี้มาประมาณ 5 ปีแล้ว
ผมก็ชวนเพื่อนคุยต่อ ว่าสิ่งนี้มันเป็นเรื่องปกติมั้ย เพื่อนก็บอกว่าปกติเขาก็ทำเกือบทุก Quarter (3 เดือน) หรืออย่างต่ำๆ ก็ปีละครั้ง ถ้ามาเที่ยว อยากเปิดประสบการณ์อะไรใหม่ๆ อยากให้ลองดู บริการดี ไม่น่ากลัว
6. People Square สวนสาธารณะหาคู่
ก่อนเดินทางก็ลองหาข้อมูลดูเล่นๆ ว่ามีที่ไหนที่อยากไปมั้ย เพราะครั้งก่อนที่มาเที่ยวก็เที่ยวไปเกือบครบทุกที่แล้ว แต่ก็เจออีกทีนึง ที่เคยมาแล้วแต่ตอนนั้นไม่ได้มา Zone นี้ ที่มีกิจกรรมสุดพิเศษ ที่แม้แต่เพื่อนคนเซียงไฮ้ยังเขิล

เช้าวันนี้มีฝนตกเล็กน้อย ทำให้เราออกเดินทางสายหน่อย มาถึงกันประมาณ 11 โมง แต่คนก็ยังเยอะอยู่ จากในภาพจะเห็นได้ว่า จะมีกระดาษวางเรียงราย ให้คนผ่านไปผ่านมาได้อ่าน
ในใบนั้นจะเขียนคล้ายๆ Resume เช่น เป็นคนที่ไหน สูงเท่าไหร่ หนักเท่าไหร่ จบการศึกษาอะไร ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ไหน มีบ้านกี่หลัง ต้องการคนแบบไหน เบอร์ติดต่อ ซึ่งมีทั้งชายและหญิง อายุตั้งแต่ 20 แบบพึงเรียนจบ จนถึง 40 กว่าที่พึงหย่ากับภรรยามา
สำหรับคนที่มาตั้งป้าย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและผู้หญิงสูงวัย บ้างคนเป็นพ่อแม่ของลูกตัวเอง ที่เอาใบมาวาง แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ดู น่าจะเป็นลักษณะ Agency ที่พ่อแม่จ้างมาอีกที
ผมลองถามเพื่อนเล่นๆว่า ทำไมเขาไม่เปิดชื่อ หรือมายืนเองซึ่งน่าจะดีกว่า เพื่อนบอกว่าจริงๆแล้วคนที่เอา Spec หรือ Resume มาวาง เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นแบบพ่อแม่ทุกข์ใจ ที่ลูกยังไม่แต่งงาน ลูกอายุมากแล้วก็เลยมาช่วยลูกหาคู่ซะเลย
ซึ่งในจีนเอง เวลาคบกันจนถึงแต่งงาน เรื่องความพึงพอใจของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย และเรื่องสถานะทางการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางทีผู้ชายต้องคุยกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก่อน ก่อนจะเจอหน้าผู้หญิงด้วยซ้ำ ซึ่งคนเซียงไฮ้ ก็อยากคบกับคนเซียงไฮ้แท้ๆ เพราะหมายถึงเป็นผู้ดีและมีบ้านในเซียงไฮ้(บ้าน=รวย) ฐานะดีพอๆกัน

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมแอบถ่ายมา ลองแปลผ่าน Google Translate ก็แปลกๆดี

ถ้าใครแวะมาอ่านจนถึงตรงนี้ แล้วมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไปเที่ยวจีน ลองถามทิ้งไว้ได้ครับ ถ้าผมตอบไม่ได้ เดียวผมลองช่วยถามเพื่อนคนจีนให้ช่วยตอบให้
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่าน ตอนที่ผมไปเที่ยวจีนครั้งแรก ที่เต็มไปด้วยคำถาม ถึงประเทศที่เป็นเหมือนตัวร้ายของคนทั้งโลก และได้ค้นหาถึงรากเง้าของตัวเอง สามารถลองเปิดใจอ่านได้ที่นี้เลยครับ
No.01 – ทำไมต้องไปจีน!!
No.02 – คนจีนเสียงดังกันจังวะ
No.03 – เทคโนโลยีคือทุกสิ่ง
No.04 – อยู่กันอย่างไรในสังคมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ใส่ความเห็น