The Wealth Ladder

The Wealth Ladder: 6 ระดับความรวย แล้วเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะรู้สึกว่า “พอ”?

อยากรวยมั้ยครับ แล้วที่ว่ารวยเนี่ย ต้องรวยเท่าไหร่?

ช่วงนี้ผมได้อ่านหนังสือ The Wealth Ladder โดย Nick Maggiulli ผู้เขียน Just Keep Buying

สิ่งที่ผมชอบคือ หนังสือไม่ได้พยายามบอกว่า “ทุกคนต้องลงทุนแบบนี้” หรือ “ทำตามสูตรนี้แล้วจะรวย”

แต่แนวคิดหลักคือ

คนที่มีเงิน 1 ล้านบาท กับคนที่มีเงิน 100 ล้านบาท ไม่ควรใช้ Strategy ทางการเงินแบบเดียวกัน

The Wealth Ladder จึงแบ่งความมั่งคั่งออกเป็น 6 ระดับ โดยแต่ละระดับเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่าของ Net Worth และแต่ละขั้นก็มีวิธีหาเงิน ใช้เงิน และลงทุนที่แตกต่างกัน

ผมว่า Framework นี้น่าสนใจตรงที่มันทำให้คำว่า “รวย” ที่ปกติดู Abstract มาก ๆ กลายเป็นภาพที่ชัดขึ้น

The Wealth Ladder
สรุปหนังสือ The Wealth Ladder โดย Nick Maggiulli กับ 6 ระดับความมั่งคั่ง กฎ 0.01% วิธีเลื่อนระดับทางการเงิน และคำถามว่าเงินจริง ๆ แล้วซื้อความสุขได้ไหม

กฎ 0.01%: เงินจำนวนเท่าไหร่ที่เราใช้ได้โดยไม่ต้องคิดมาก?

อีกแนวคิดที่ผมชอบคือ 0.01% Rule

Nick มองว่า เงินประมาณ 0.01% ของ Net Worth คือระดับการใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องคิดมากทุกครั้ง

เช่น ถ้ามี Net Worth 50,000 ดอลลาร์ ค่าใช้จ่าย 5 ดอลลาร์อาจเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องนั่งคิดนานว่าจะจ่ายดีไหม

ที่สำคัญ กฎนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราควรใช้เงิน 0.01% ทุกวัน แต่เป็นเหมือน Sanity Check เวลาลังเลกับรายจ่ายเล็ก ๆ ว่า จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายก้อนนี้ส่งผลกับฐานะการเงินเรามากแค่ไหน

ในหนังสือใช้ตัวเลขเป็น USD ผมเลยลองแปลงมาเป็นเงินบาทแบบง่าย ๆ โดยใช้อัตราส่วนประมาณ x15 เพื่อให้เห็นภาพใกล้เคียงกับค่าครองชีพบ้านเรามากขึ้น

6 ระดับความรวยจาก The Wealth Ladder

ระดับ 1 — Net Worth ไม่เกินประมาณ 150,000 บาท

Every Dollar Counts

เป็นช่วงที่ต้องใส่ใจการใช้เงินแทบทุกบาททุกสตางค์ เพราะรายจ่ายที่ดูเล็กสำหรับบางคน อาจส่งผลกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ค่อนข้างมาก

สิ่งสำคัญของระดับนี้จึงอาจไม่ใช่การหาหุ้นที่จะโต 10 เท่า แต่คือการสร้างความมั่นคงขั้นพื้นฐาน ลดหนี้ที่เป็นปัญหา และเพิ่มความสามารถในการหารายได้

ระดับ 2 — Net Worth ประมาณ 150,000–1.5 ล้านบาท

Grocery Freedom

เริ่มมีอิสระในการซื้อของใน Supermarket มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องคิดกับส่วนต่างราคาเล็ก ๆ ทุกครั้ง

แต่สิ่งสำคัญที่สุดใน Level นี้ยังคงเป็น การเพิ่มรายได้ และสร้างทักษะที่ตลาดต้องการ

จากข้อมูลที่ Nick นำมาวิเคราะห์ กลุ่มใน Level 2 มีโอกาสขยับขึ้น Level 3 ได้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการขยับในระดับอื่น

ระดับ 3 — Net Worth ประมาณ 1.5–15 ล้านบาท

Restaurant Freedom

เริ่มมีอิสระเรื่องอาหาร อยากกินร้านไหน อยากกินอะไร หรืออยากลองร้านดี ๆ ก็สามารถเลือกได้ โดยไม่กระทบกับฐานะมากนัก

แต่ Level นี้เป็นจุดที่เกมเริ่มเปลี่ยน

การเพิ่มเงินเดือนอย่างเดียวอาจเริ่มไม่พอ สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนรายได้จากการทำงาน ให้กลายเป็น Income-Producing Assets

ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถเติบโตต่อได้ โดยไม่ต้องแลกกับเวลาของเราทั้งหมด

พูดง่าย ๆ คือ จากช่วงแรกที่เราใช้ แรงงานสร้างเงิน เราต้องค่อย ๆ เปลี่ยนให้ เงินเริ่มสร้างเงิน

ระดับ 4 — Net Worth ประมาณ 15–150 ล้านบาท

Travel Freedom

มีอิสระในการเดินทางมากขึ้น อยากเดินทางไปไหน เมื่อไหร่ เลือกโรงแรมดีขึ้น หรือเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ก็ทำได้ง่ายกว่าเดิม

แต่การขยับจาก Level 3 มาถึงตรงนี้ไม่ได้ง่าย

จากข้อมูลที่ Nick วิเคราะห์ ประมาณ 18% ของคนใน Level 3 สามารถขยับขึ้น Level 4 ได้ภายใน 10 ปี และเพิ่มเป็นประมาณ 28% ภายใน 20 ปี

สิ่งที่ผมได้จากตรงนี้คือ ถ้าอยากขยับความมั่งคั่งขึ้นไปอีกขั้น เราต้องเริ่มหา Leverage

เพราะเวลาของเรามีจำกัด แต่ธุรกิจ เงินทุน Technology หรือทีม สามารถช่วยขยายผลลัพธ์จากสิ่งที่เราทำได้มากกว่าเดิม

ระดับ 5 — Net Worth ประมาณ 150–1,500 ล้านบาท

House Freedom

สามารถซื้อบ้านในฝัน หรืออสังหาริมทรัพย์ราคาสูงได้ โดยมีผลกระทบต่อฐานะโดยรวมน้อยลง

ในระดับนี้ เกมไม่ได้อยู่ที่การประหยัดค่ากาแฟหรือเลือกโปรโมชั่นแล้ว

แต่กลายเป็นเรื่องของ การรักษาความมั่งคั่ง การบริหารความเสี่ยง ภาษี การลงทุน และการตัดสินใจเรื่องธุรกิจ

ระดับ 6 — Net Worth มากกว่า 1,500 ล้านบาท

Impact Freedom

เมื่อมาถึงระดับนี้ เงินสามารถถูกใช้เพื่อสร้าง Impact ในระดับที่ใหญ่ขึ้น เช่น ลงทุนในบริษัท ซื้อกิจการ หรือทำ Philanthropy ขนาดใหญ่

และผมคิดว่านี่เป็นจุดที่คำถามอาจเริ่มเปลี่ยนจาก

“จะหาเงินเพิ่มยังไง?”

เป็น

“เราจะเอาเงินที่มี ไปสร้างอะไรต่อ?”

สิ่งที่พาเราขึ้นแต่ละขั้น ไม่เหมือนกัน

นี่น่าจะเป็น Key Message ที่ผมชอบที่สุดจากหนังสือ

Strategy ที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ อาจไม่ใช่ Strategy ที่จะพาเราไปจุดต่อไป

ในช่วงแรก เราอาจต้อง Focus กับการเพิ่มรายได้และสร้าง Skill

พอเริ่มมีเงิน ต้องเรียนรู้การสะสมสินทรัพย์และลงทุน

ถ้าอยากไปไกลกว่านั้น ก็ต้องเริ่มคิดเรื่อง Leverage, Business และ Ownership

และเมื่อมีความมั่งคั่งมากแล้ว สิ่งสำคัญอาจกลับกลายเป็นการรักษาสิ่งที่สร้างมา พร้อมกับตัดสินใจว่า

“เท่าไหร่ถึงจะพอ?”

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า The Wealth Ladder ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเรื่องการลงทุน แต่เป็น Framework ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องเงินตาม Stage ของชีวิต

แล้วเงินซื้อความสุขได้ไหม?

อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ

“เงินซื้อความสุขได้ไหม?”

คำตอบของ Nick คือ “ได้”

โดยเฉพาะในช่วงที่เงินยังสามารถช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานในชีวิตได้

ถ้าวันนี้เรายังกังวลเรื่องอาหาร บ้าน หนี้ หรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เงินที่เพิ่มขึ้นสามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้มหาศาล

แต่เมื่อสิ่งพื้นฐานเหล่านั้นครบแล้ว ผมคิดว่า Impact ของความสุขจากการใช้เงินจะค่อย ๆ ลดลง

ซึ่งผมก็ว่าจริง

เหมือน Impact ของความสุขที่ได้จากการใช้เงิน จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเรามีสิ่งพื้นฐานที่ต้องการครบแล้ว

ความมั่งคั่งจริง ๆ อาจมีมากกว่าเรื่องเงิน

ช่วงหนึ่งของหนังสือยังเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดจาก The 5 Types of Wealth ของ Sahil Bloom

ซึ่งมองความมั่งคั่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่

  • Financial Wealth — ความมั่งคั่งทางการเงิน
  • Social Wealth — ความสัมพันธ์และคนรอบตัว
  • Mental Wealth — ความมั่งคั่งทางจิตใจ
  • Physical Wealth — สุขภาพร่างกาย
  • Time Wealth — อิสระทางเวลา

Nick มองว่า เงินเป็นเหมือน “ตัวคูณ” ของความมั่งคั่งด้านอื่น ๆ

เพราะต่อให้เรามีเงินมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเวลา สุขภาพไม่ดี ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดี หรือไม่มีความสงบทางใจ

เงินก็อาจไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า “ชีวิตมั่งคั่ง” จริง ๆ

สรุป The Wealth Ladder: เราต้องขึ้นไปถึง Level ไหน?

อ่านมาถึงตรงนี้ คำถามที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่

“ตอนนี้เราอยู่ Level ไหน?”

แต่คือ

“เราต้องไปถึง Level ไหน ถึงจะพอ?”

เราอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นไปถึง Level 6 ทุกคน

บางคนต้องการ Restaurant Freedom
บางคนต้องการ Travel Freedom
บางคนแค่อยากมีบ้านที่ไม่มีหนี้
บางคนอยากมีเวลามากพอที่จะอยู่กับครอบครัว

เพราะถ้าเราไม่เคยกำหนดคำว่า “พอ” บันไดความมั่งคั่งก็อาจกลายเป็นบันไดที่ไม่มีขั้นสุดท้าย

ส่วนตัวผมคิดว่า The Wealth Ladder เป็นหนึ่งในหนังสือการเงินที่แนะนำให้อ่าน

เพราะไม่ได้สอนแค่ว่าจะหาเงินอย่างไร แต่ทำให้เรากลับมาคิดว่า ในแต่ละช่วงของชีวิต เราควร Focus กับอะไร และสุดท้ายแล้ว เรากำลังสร้างความมั่งคั่งไปเพื่ออะไร

คู่ควรอย่างยิ่งที่จะมีอยู่บนชั้นหนังสือครับ

ใครอ่านแล้ว มาพูดคุยกันได้ครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการเดินขึ้นบันไดความมั่งคั่งครับ

ใส่ความเห็น