นี่อาจเป็นหนึ่งในความเชื่อของผู้ประกอบการหลาย ๆ คน ที่นำภูมิปัญญาไทยมาพัฒนาเป็นสินค้า
สินค้าดี มีองค์ความรู้ มีวัตถุดิบที่น่าสนใจ แต่พอจะตั้งราคาสูงขึ้น ก็เริ่มไม่มั่นใจว่า
“แล้วใครจะซื้อ?”
เมื่อวานผมมีโอกาสไปบรรยายในหัวข้อ “การสร้างและสื่อสารแบรนด์ ผ่านการประยุกต์ใช้ AI” ในโครงการที่หน่วยงานเศรษฐกิจสุขภาพไทยของ อย. จัดขึ้น เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจและ Scale Up สินค้าสุขภาพไทย
หนึ่งในเรื่องที่ผมหยิบมาคุยกันคือเรื่อง “ความเชื่อ”
เพราะจริง ๆ แล้ว Branding เองก็เป็นการสร้างความเชื่อรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน

Branding คือการสร้าง “ความเชื่อ” ให้กับสินค้า
ผมชอบมองความสัมพันธ์ง่าย ๆ แบบนี้
ความจริง → ความเชื่อ → ศรัทธา
ความเชื่อสามารถสร้างได้ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลและประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ
เพราะฉะนั้น Branding ไม่ใช่แค่ Logo หรือ Packaging
แต่มันคือการออกแบบประสบการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่รูปลักษณ์ การจัดวางสินค้า ภาษาที่ใช้ ไปจนถึงวิธีการเล่าเรื่อง เพื่อทำให้ลูกค้า “รู้สึกและเชื่อ” บางอย่างเกี่ยวกับแบรนด์ ก่อนที่จะได้ลองใช้สินค้าจริงเสียอีก
ถ้าเราสามารถสร้างความคาดหวังได้ถูกต้อง และสื่อสารคุณค่าของสินค้าได้ตรงจุด สินค้าชนิดเดียวกันก็สามารถมี Perceived Value ที่แตกต่างกันได้มาก
สินค้าราคา 25 บาท อาจไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องขายอยู่ที่ 25 บาทตลอดไป
ถ้าเราสามารถพัฒนา Product, Experience และ Brand Story จนลูกค้าเห็นคุณค่ามากขึ้น ราคาที่เขายอมจ่ายก็สามารถเปลี่ยนตามไปด้วย

สินค้าที่ดีอย่างเดียว อาจยังไม่พอ
ผมคิดว่าผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเก่งเรื่อง Product มาก
เรามีทั้งภูมิปัญญา วัตถุดิบ องค์ความรู้ และความสามารถในการนำสิ่งเดิมมาต่อยอดให้กลายเป็นสินค้าใหม่ ๆ
แต่สิ่งที่บางครั้งยังขาดคือ
“เรื่องเล่า” และ “ตัวตน”
เพราะในวันที่ตลาดมีสินค้าที่ Functional Benefit ใกล้เคียงกันเต็มไปหมด ลูกค้าอาจไม่ได้ตัดสินใจจากคำถามว่า
“สินค้าไหนทำงานได้?”
เพียงอย่างเดียว
แต่ยังถามต่อว่า
“ทำไมฉันต้องเลือกแบรนด์นี้?”
ตรงนี้คือหน้าที่ของ Branding
จากสินค้าไทย สู่แบรนด์ที่มีมูลค่ามากขึ้น
เรามีตัวอย่างแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ที่เริ่มต้นจาก Product ที่ดี แล้วใช้ Branding เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างตลาดใหม่
อย่าง Srichand ที่เปลี่ยนภาพของแบรนด์เก่า ให้กลายเป็นแบรนด์เครื่องสำอางไทยยุคใหม่ และสามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ
หรือ PAÑPURI ที่นำองค์ประกอบของความเป็นเอเชียและ Wellness มาพัฒนาเป็น Brand Experience ในระดับ Premium จนสามารถขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย
รวมถึงแบรนด์ไทยอย่าง Mistine ที่สามารถนำความเข้าใจเรื่อง Beauty และความเป็นไทย ไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ สินค้าเหล่านี้ไม่ได้สร้างมูลค่าจากตัว Product เพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการรวมกันของ Product + Branding + Story + Experience
จนสุดท้ายลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ “สินค้า” แต่ซื้อความหมายและความรู้สึกบางอย่างกลับไปด้วย

Brand Story ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างไร?
ถ้าเรามองสินค้าสุขภาพไทยจำนวนมาก จะพบว่าจริง ๆ แล้วมี Story ที่ดีอยู่แล้ว
บางแบรนด์มีองค์ความรู้ที่ส่งต่อกันมาหลาย Generation
บางสินค้าใช้วัตถุดิบจากพื้นที่เฉพาะ
บาง Product เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
หรือบางแบรนด์เกิดขึ้นเพราะ Founder ต้องการแก้ปัญหาสุขภาพบางอย่างของตัวเอง
แต่ปัญหาคือ เราอาจยังไม่ได้หยิบเรื่องเหล่านี้ออกมาเล่าให้ลูกค้าเข้าใจว่า
“แล้วมันมีคุณค่ากับฉันอย่างไร?”
Brand Story ที่ดีจึงไม่ใช่แค่การเล่าประวัติของแบรนด์
แต่ต้องเชื่อมโยงสิ่งที่แบรนด์มี เข้ากับสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่า
AI ช่วยสร้างแบรนด์ได้ แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจตัวเองก่อน
อีกส่วนหนึ่งของ Session คือการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับ Branding และ Marketing
วันนี้ AI สามารถช่วยได้ตั้งแต่การ Research ตลาด วิเคราะห์คู่แข่ง หา Customer Insight ทดลอง Positioning ไปจนถึงช่วยพัฒนา Key Message หรือแนวทางการสื่อสาร
แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ก่อนว่า
แบรนด์ของเราคือใคร และอยากให้ลูกค้าเชื่ออะไรเกี่ยวกับเรา
ถ้า Business Context ยังไม่ชัด ต่อให้ใช้ AI เก่งแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจออกมา Generic และเหมือนกับแบรนด์อื่นอยู่ดี
AI จึงควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายความคิดของเรา ไม่ใช่เป็นคนกำหนดว่าแบรนด์ของเราควรเป็นอะไร
สินค้าสุขภาพไทยมีโอกาสสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิด
ส่วนตัวผมเชื่อว่า คนไทยเรามีภูมิปัญญา มีเสน่ห์ และเก่งเรื่องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้ว
สิ่งที่เราต้องเติมอาจไม่ใช่การทำ Product ใหม่ตลอดเวลา
แต่อาจเป็นการกลับมาหาว่า
อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งที่เรามี?
แล้วนำคุณค่านั้นมาสร้างเป็น Brand Story, Experience และ Communication ที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจและเชื่อในสิ่งเดียวกับเรา
เพราะสุดท้าย การเพิ่มมูลค่าให้ สินค้าสุขภาพไทย ไม่ได้เกิดจากการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า
“ทำไมสินค้าชิ้นนี้ ถึงมีคุณค่ามากกว่าราคาที่เขาต้องจ่าย”
หวังว่า Session ครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการสุขภาพไทย กล้าสร้างแบรนด์ กล้าเพิ่มมูลค่า และนำภูมิปัญญาที่เรามี ไปแข่งขันในตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างยั่งยืนครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน
ณัฐพล ชลวิทย์ ดูแลด้าน Marketing & Creativity ของ Honey Lime Agency ทีม Growth Partner สำหรับธุรกิจ Healthcare, Wellness และ Travel มีประสบการณ์ด้าน Marketing Strategy, Branding, Healthcare Marketing, Content, Performance Marketing และการประยุกต์ใช้ AI ในงานการตลาด
ใส่ความเห็น