การตัดสินใจครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พอสมควร และยอมรับตรง ๆ เลยว่า หวั่นใจ แต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อยเหมือนกัน
ผมอาจจะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็น Apple Fanboy แต่พอนับไปนับมา ก็อยู่ใน Apple Ecosystem มาเกือบ 10 ปีแล้ว
ถ้านับแค่รอบล่าสุดที่ Switch กลับมาจาก Samsung ก็น่าจะประมาณนี้
iPhone XR → iPhone 13 Pro → iPhone 16 Pro
ยังไม่นับ Apple Watch, AirPods, iPad และ MacBook อีก
ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับเลยว่า ในความรู้สึกส่วนตัว Android ยังสู้ iOS ไม่ได้จริง ๆ ทั้งเรื่อง Hardware, Software และความลื่นไหลของ Ecosystem
แต่ช่วงหลัง ความรู้สึกนั้นเริ่มเปลี่ยนไป

Apple Ecosystem ดีมาก แต่ผมเริ่มรู้สึก “เบื่อ”
จริง ๆ การอยู่ใน Ecosystem ของ Apple มันก็ดีนะครับ Experience ลื่นและ Smooth มาก ทุกอย่างเชื่อมต่อกันได้ง่ายแบบแทบไม่ต้องคิด
แต่! มันก็เริ่มน่าเบื่อ
iPhone หน้าตาก็ยังคล้าย ๆ เดิม UI สวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความรู้สึกแตกต่างระหว่าง iOS กับ Android ก็เริ่มน้อยลง
ส่วน Apple Intelligence บอกตามตรงว่า จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงจังสักที แล้วรอบนี้ ผมโดน Samsung Galaxy Z Fold8 ตกจริง ๆ
ทำไมถึงตัดสินใจซื้อ Samsung Galaxy Z Fold8
ตอนเห็นข่าวหลุดครั้งแรก ผมก็ยังเฉย ๆ แต่พอได้ไปจับเครื่องจริง ความรู้สึกมันต่างออกไปเลย มันใหม่ มันตื่นเต้น และมันทำให้อยากลอง
โดยเฉพาะตอนกางออกมาแล้วได้หน้าจอด้านในขนาดใหญ่ ความรู้สึกเหมือนมี Tablet ขนาดเล็กติดอยู่ในกระเป๋าไปด้วยตลอดเวลา
ว้าวสุด ๆ
รุ่นที่ผมซื้อคือ Samsung Galaxy Z Fold8 256GB สี Cream ราคาเต็มในประเทศไทยอยู่ที่ 61,900 บาท กดดูเครื่อง
เอาจริง ถ้าต้องซื้อราคาเต็ม ผมก็รู้สึกว่าแพงไปเหมือนกัน
เพราะการทำงานหลักของผมส่วนใหญ่ยังอยู่บน MacBook ถ้าต้องจ่ายเต็ม 60,000 กว่าบาท ผมอาจเอาเงินไปอัปเกรด MacBook ก่อนมากกว่า
ผมซื้อ Galaxy Z Fold8 ราคาเท่าไหร่?
รอบนี้ผมซื้อกับ AIS ครับ เพราะลองเทียบราคาแล้ว ดีลสำหรับลูกค้าเก่าค่อนข้างโอเค
ของผมได้ส่วนลดประมาณ 2,500 บาท ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจรายเดือนที่ใช้ แล้วเอา iPhone 16 Pro ไป Trade-in พร้อมโปร Trade Up เพิ่มอีกประมาณ 12,000 บาท รวมแล้วได้มูลค่ากลับมา 30,000 กว่าบาท
หักไปหักมา เหลือยอดผ่อน 0% 10 เดือนประมาณ 25,000 กว่าบาท หรือตกเดือนละประมาณ 2,500 บาท
พอคิดแบบนี้ ผมก็รู้สึกว่าเป็นราคาที่พอรับได้สำหรับการลองเปลี่ยน Ecosystem ครั้งใหญ่
[ถ้าใครอยากขายเครื่องผมแนะนำเจ้านี้ครับ ขายไอโฟน.com ได้ราคาดี คุณบาส เจ้าของมารับเองกับมือ พูดจาดีด้วย สบายใจ ราคาดีกว่า Trade-in เยอะครับ]
หลังใช้ Samsung Galaxy Z Fold8 มา 2 สัปดาห์ เป็นยังไงบ้าง?
บอกตามตรงครับ สัปดาห์แรกมีแอบแว๊บ ๆ คิดถึง iPhone อยู่เหมือนกัน
เพราะพวก Setting, Gesture หรือนิสัยการใช้งานต่าง ๆ เราใช้แบบเดิมมาตลอด 6–7 ปี มันก็เปลี่ยนยากเป็นธรรมดา
แต่ต้องยอมรับว่า Android และ One UI ในวันนี้ต่างจาก Android ที่ผมเคยจำได้เมื่อหลายปีก่อนเยอะมาก
หลายเรื่องที่เมื่อก่อนรู้สึกว่ายุ่งยาก ตอนนี้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก
ปรับตัวประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็เริ่มชิน
พอเข้าสัปดาห์ที่สอง บอกเลยว่า
“ทำไมกรูไม่เปลี่ยนมา Android นานแล้วนะ”
โดยเฉพาะถ้าเป็น Folding Phone
7 ข้อที่ผมชอบ หลังใช้ Galaxy Z Fold8 จริง
1. ปรับแต่งได้ละเอียดจริง ถ้าไม่ชอบตรงไหนก็ไม่ต้องทน
Android ทำเรื่องนี้ได้ดีมาก ถ้าไม่ชอบตรงไหน ก็ปรับได้แทบทั้งหมด ตั้งแต่ Layout, Keyboard, Notification, Default App ไปจนถึง Home Screen ต่างจาก iPhone ที่ Apple จะเป็นคนออกแบบ Experience มาให้ค่อนข้างชัดว่า “ควรใช้แบบนี้”
ซึ่ง Apple ก็ทำออกมาได้ดีนะครับ แต่ถ้าเราไม่ชอบ ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ต่อไป 555
พอกลับมา Android รอบนี้ ผมเลยรู้สึกสนุกกับการ Customize เครื่องอีกครั้ง
2. ถ้าใช้ Google Workspace แบบผม จอพับตอบโจทย์มาก
งานของผมส่วนใหญ่อยู่บน Google Workspace ทั้ง Google Docs, Google Slides, Drive รวมถึงการคอมเมนต์งานทีม หรือเตรียม Present ให้ลูกค้า
จอด้านในใหญ่พอที่จะเห็นรายละเอียดของงานได้จริง รวมถึงพิมพ์ได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะ Keyboard สามารถ Split ออกเป็นสองข้างได้
ปรับตัวนิดเดียวก็สามารถ Review งาน แก้ข้อความ หรือคอมเมนต์งานได้แบบจริงจังมากขึ้น
แน่นอน ถ้าจะทำ Presentation นั่งยาว ๆ ผมก็ยังเปิด MacBook อยู่ดี
แต่ถ้าเป็นงานระหว่างเดินทาง หรือก่อนเข้าประชุม Fold8 ตอบโจทย์มาก
3. Split Screen คือที่สุดสำหรับผม
อันนี้เป็น Feature ที่ผมชอบที่สุด Setup ที่ผมใช้บ่อยช่วงหลังคือ
ChatGPT + Chrome หรือ ChatGPT + Google Slides
บางทีเรากำลังอ่านข้อมูลแล้วอยาก Cross-check กับ AI หรือกำลังดู Slide แล้วต้อง Research เพิ่ม ก็สามารถเปิดสองหน้าคู่กัน แล้วทำงานต่อได้ทันที
โอเคแหละ ถ้าจะทำจริงจังมาก ๆ เปิดคอมยังง่ายกว่า
แต่ประเด็นคือ iPhone ทำแบบนี้ไม่ได้ครับ
และพอเป็นมือถือที่ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา มันมีประโยชน์กว่าที่คิดเยอะ
4. กล้องและ Dual Preview ทำให้ถ่ายรูปสนุกขึ้น
อันนี้แฟนชอบมากกว่าผมอีกครับ 555
เวลาถ่ายรูป เราสามารถเปิดหน้าจอด้านนอกให้คนที่ถูกถ่ายเห็นภาพตัวเองไปพร้อมกับเราได้
แปลว่าเวลาผมถ่ายรูปแฟน เขาก็เห็น Composition ของตัวเองว่าหน้าตาเป็นยังไง จะขยับซ้ายขวาหรือโพสท่าแบบไหนได้เลย หรือถ้าจะถ่าย Selfie ก็สามารถใช้กล้องหลังคุณภาพสูงถ่ายตัวเอง แล้วใช้จอด้านนอกเป็น Preview ได้
ภาพที่ได้สำหรับผมดู Natural กว่า Samsung ที่เคยจำได้ สีไม่ได้ฟุ้งหรือจัดจนเกินไป และสามารถปรับ Setting ได้ค่อนข้างละเอียด
5. ไปไหนก็มีแต่คนขอดู
อันนี้ไม่ใช่ Spec ครับ แต่เป็น Feature 555
ไปเจอเพื่อน เจอลูกค้า หรือประชุมทีไร มีคนถามแทบทุกครั้งว่า
“Fold8 เป็นไง?” “ขอลองกางหน่อย”
6. แบตเตอรี่สำหรับการใช้งานของผมเหลือเฟือ
Usage ของผมคือใช้ทำงานสลับกับ MacBook ตลอดวัน เปิด Social, ChatGPT, Google Workspace ถ่ายรูป และดู Content บ้าง
กลับถึงบ้าน ส่วนใหญ่แบตเตอรี่ยังเหลือไม่ต่ำกว่า 30% โดยไม่ต้องชาร์จเพิ่มระหว่างวัน
สำหรับผมคือเหลือเฟือครับ แน่นอน ถ้าวันไหนใช้จอด้านในหนัก ๆ ดูวิดีโอเยอะ หรือใช้ Navigation ต่อเนื่อง แบตก็ลดเร็วกว่านี้
แต่สำหรับวันทำงานปกติ ผมยังไม่เคยรู้สึกกังวลว่าแบตจะหมดกลางวัน
7. ดูหนัง ดูคลิป ดูบอล บนจอด้านในคือโคตรฟิน
อันนี้อธิบายง่ายสุดครับ กางแล้วใหญ่ 555
ดู YouTube ดูบอล อ่านเว็บไซต์ หรือดู Content ยาว ๆ สนุกกว่าบนมือถือปกติเยอะ
มันอาจไม่ได้แทน Tablet เต็มรูปแบบ แต่ข้อดีคือ Tablet เครื่องนี้พับแล้วอยู่ในกระเป๋ากางเกงเราได้ตลอดเวลา
พอใช้ไปสองสัปดาห์ ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่ติด Folding Phone มักไม่อยากกลับไปใช้มือถือทรงปกติ

ข้อเสียของ Samsung Galaxy Z Fold8 ที่ผมเจอ
แน่นอน ไม่ได้มีแต่ข้อดีครับ
1. อุปกรณ์เสริมน้อยกว่า และบางอย่างใช้ด้วยกันไม่ได้
อันนี้หงุดหงิดที่สุด ผมซื้อฟิล์มกระจก Spigen Glas.tR EZ Fit มาอย่างดี สองชิ้นหลังลดแล้วประมาณ 600 กว่าบาท พร้อมกับเคส UAG Mouve ราคาปประมาณ 1,800 กว่าบาท
สรุปคือ เคสดันฟิล์ม ใส่ด้วยกันไม่ได้ครับ
สุดท้ายต้องลอกออก แล้วไปร้านติดฟิล์ม Hydrogel แทน
เพราะฉะนั้นถ้าใครจะซื้อ Fold8 ผมแนะนำให้เช็ก Compatibility ระหว่าง เคส + ฟิล์ม ให้ดี
2. พอใส่เคสแล้ว เครื่องหนาขึ้นแบบรู้สึกได้
ตัวเครื่องเปล่าจริง ๆ บางกว่าที่ผมคิด แต่พอใส่เคส ความรู้สึกเปลี่ยนเลย
เพราะ Foldable มีเครื่องสองฝั่ง ต่อให้เคสเพิ่มความหนาแค่ไม่กี่มิลลิเมตรต่อด้าน พอประกบเข้าด้วยกัน มันก็หนาขึ้นแบบรู้สึกได้
ถ้าใครซีเรียสเรื่องความบางมาก อาจต้องเลือกเคสที่บางหน่อย
ส่วนจะใช้แบบไม่ใส่เคสเลย ผมยังไม่กล้าครับ 555
3. ถึงจะเบาลง แต่กางจอแล้วถือบนเตียงนาน ๆ ก็เมื่อย
Fold8 ไม่ได้หนักแบบที่ผมคิดไว้ก่อนซื้อ
แต่ถ้ากางจอแล้วนอนเล่นบนเตียงนาน ๆ ก็มีเมื่อยมือเหมือนกัน
พอใช้ไปสักพัก ผมเลยค้นพบว่า ถ้าเป็นการใช้งานชิล ๆ เช่น ตอบแชต เช็ก Notification หรือ Scroll Social ผมกลับใช้ จอหน้ามากกว่า
ส่วนจอด้านในจะกางตอนที่มันมีประโยชน์จริง เช่น ทำงาน เปิดสองแอป ดูวิดีโอ หรืออ่านอะไรยาว ๆ
ซึ่งผมว่าจริง ๆ นี่แหละคือวิธีใช้ Folding Phone ที่เหมาะกับผม
ไม่ได้แปลว่าต้องกางจอทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา
Samsung Galaxy Z Fold8 เหมาะกับใคร?
หลังใช้จริงสองสัปดาห์ ผมคิดว่า Fold8 ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน
ถ้าการใช้งานส่วนใหญ่คือ LINE, Social Media, โทรศัพท์ และถ่ายรูป มือถือทรงปกติน่าจะง่ายกว่า และราคาถูกกว่าพอสมควร
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่
- ทำงานจากมือถือบ่อย
- ใช้ Google Workspace เป็นหลัก
- อ่าน Document หรือ Slide เยอะ
- ใช้ ChatGPT หรือ AI ควบคู่กับ Browser
- ชอบ Multitasking
- ดู Content เยอะ
- หรืออยากได้ Smartphone ที่ทำให้รู้สึก “ตื่นเต้น” กับมือถืออีกครั้ง
ผมว่า Samsung Galaxy Z Fold8 น่าสนใจมาก
สรุปรีวิว Samsung Galaxy Z Fold8 หลังใช้จริง 2 สัปดาห์
ถ้าถามผมตอนสัปดาห์แรกว่า คิดถึง iPhone ไหม?
คิดถึงครับ
แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สอง ความรู้สึกกลับกลายเป็นว่า
“ทำไมกรูไม่เปลี่ยนมา Android นานแล้วนะ”
ไม่ได้หมายความว่า Android ดีกว่า iOS ทุกเรื่อง หรือ Samsung ดีกว่า Apple ทุกอย่าง
MacBook ผมก็ยังใช้อยู่ และผมก็ยังคิดว่า Apple Ecosystem เป็นหนึ่งใน Ecosystem ที่ดีที่สุดในตลาด
แต่ Fold8 ทำให้ผมรู้สึกสนุกกับการใช้ Smartphone อีกครั้ง
มันทำให้ผมลอง Workflow ใหม่ ทำงานจากมือถือได้มากขึ้น และทำให้รู้สึกว่า Form Factor ของโทรศัพท์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานเราได้จริง ๆ
โพสต์นี้ไม่มี Sponsor ครับ ซื้อเอง ใช้เอง คิดยังไงก็บอกไปแบบนั้น
ตอนนี้เพิ่งผ่านไป 2 สัปดาห์ ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเรื่องความทนทานของจอพับ บานพับ หรือ Battery Health ในระยะยาว
ถ้าใช้ไปอีก 3 เดือน 6 เดือน แล้วมี Feedback อะไรเพิ่ม เดี๋ยวผมกลับมาอัปเดตให้ฟังอีกทีครับ

ใส่ความเห็น