
หนึ่งใน Session ที่ผมชอบมากจากวันแรกของงาน The Secret Sauce Summit 2026 ที่ Expertise Stage คือหัวข้อ “Director As CEO” ของคุณไก่ ณฐพล
ถ้าใครยังไม่รู้จัก คุณไก่คือผู้กำกับซีรีส์อย่าง สงครามส่งด่วน และ ทนายปีศาจ บน Netflix ซึ่งถือว่าเป็นซีรีส์แห่งปีในมุมของอดีตเด็กเรียนภาพยนตร์อย่างผมเลยครับ
Session นี้ไม่ได้พูดเรื่องการบริหารธุรกิจตรง ๆ
แต่ยิ่งฟังกลับยิ่งรู้สึกว่า วิธีคิดของ Director กับ CEO หรือหัวหน้าทีม มีอะไรใกล้เคียงกันมากกว่าที่คิด
เพราะสุดท้ายแล้ว ทั้งสองคนต้องทำสิ่งคล้ายกัน คือ
ทำให้คนจำนวนมาก เชื่อในภาพเดียวกัน และช่วยกันทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริง

จากสารคดีทีม 3-4 คน สู่กองถ่าย Netflix หลักร้อยคน
คุณไก่เริ่มเล่าจาก Inspiration และวิธีคิดในการทำงานของตัวเอง
จุดเริ่มต้นมาจากความสนใจในงานสารคดี ที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าไป “เสือก” ชีวิตของคนอื่นแบบจริงจัง
อย่างสารคดี “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ที่ทีมตามถ่ายพี่ตูนอยู่หลายเดือน
บางวันรอถ่ายกันหลายชั่วโมง แต่สุดท้าย Footage ที่ได้กลับไม่ได้ถูกใช้เลยก็มี
รวม Footage ที่ถ่ายมาทั้งหมดประมาณ 271 ชั่วโมง แต่ถูกใช้จริงในหนังเพียงประมาณ 90 นาที
ฟังดูเหมือนทำทิ้งไปมหาศาล
แต่คุณไก่มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก
“ทำทิ้ง คือ Process, not Waste เพื่อหา Essence ของเรื่องที่เราอยากเล่า”

เพราะยิ่งเราอยู่กับเรื่องนั้นนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจมันมากขึ้น และมีโอกาสเจอ Moment ที่ดีที่สุดมากขึ้นเรื่อย ๆ
จากกองสารคดีเล็ก ๆ ที่มีทีมเพียง 3-4 คน มาสู่กองซีรีส์ Netflix ที่มีคนหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 300 คน
เรื่องของ Leadership, ความเชื่อ และพลังของทีม จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
คุณไก่สรุปหลักคิดใหญ่ ๆ ไว้ 5 ข้อ ซึ่งผมคิดว่าเอามาใช้กับการบริหารทีมได้ตรงมาก
1. หาจุดสนใจของตัวเองให้เจอ
โจทย์ของ สงครามส่งด่วน คือการเข้าไปทำความเข้าใจชีวิตของคุณคมสันต์ แซ่ลี แห่ง Flash Express
แต่ถ้าเล่าแค่เรื่องธุรกิจอย่างเดียว คุณไก่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อินมากพอ
จึงต้องกลับมาหาคำถามว่า
อะไรคือเรื่องที่เราอยากเล่าจริง ๆ?
สุดท้ายไปเจอแกนจากเรื่อง
“เด็กดอย สู่ CEO หมื่นล้าน”
จากนั้นคำถามจึงเปลี่ยนเป็น จะพัฒนาบทอย่างไรให้คนดูไม่ได้สนใจเพียงเรื่องธุรกิจ แต่รู้สึกผูกพันกับ “คน” ในเรื่องด้วย
คุณไก่จึงชวนคุณแตง Scriptwriter สาย Comedy มาช่วยสร้างชีวิตให้ตัวละคร “เสี่ยวหยู”
โดยหยิบประสบการณ์วัยเด็กของคุณแตงเอง ที่พ่อเคยมีไอเดียทำธุรกิจแต่ไม่สำเร็จ จนต้องไปอยู่กับญาติ และมีเรื่องของ
“บุญคุณที่ไม่มีวันทดแทนหมด”
เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวละคร
มันช่วย Balance เรื่องธุรกิจกับความเป็นมนุษย์ ทำให้เรื่องดูมีมิติมากขึ้น
สำหรับผม ข้อนี้ใช้กับการทำธุรกิจได้เหมือนกัน
ถ้าเราเป็นผู้นำ แต่ยังไม่รู้เลยว่า อะไรคือเรื่องที่เราเชื่อจริง ๆ ก็ยากที่จะทำให้ทีมอินกับสิ่งเดียวกับเรา
2. นำทีมด้วย “ตรรกะ” ไม่ใช่แค่คำสั่ง
คุณไก่บอกว่า Director เหมือนเป็นผู้นำเผด็จการแบบหนึ่ง เพราะหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ต้องรอการตัดสินใจจาก Director ในหลายเรื่อง
แต่หนังหนึ่งเรื่องมีรายละเอียดเป็นพัน ๆ อย่าง
แค่ Prop ก็มีเป็นหมื่นชิ้น ไหนจะเสื้อผ้า ฉาก แสง กล้อง นักแสดง และองค์ประกอบอีกมากมาย
ถ้า Director ต้องเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตัวเอง สุดท้ายก็คงทำงานต่อไม่ได้
สิ่งที่ช่วยได้คือ
อย่าบอกทีมแค่คำตอบ แต่ต้องบอกวิธีคิดและภาพใหญ่ให้ทีมเข้าใจตรงกัน
เมื่อทีมเข้าใจว่า “ทำไม” เราถึงเลือกแบบนี้
ครั้งต่อไปเขาก็สามารถใช้ตรรกะเดียวกันไปตัดสินใจในงานของตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลับมาถามหัวหน้าทุกครั้ง
ผมว่าข้อนี้สำคัญมากสำหรับการบริหารทีม
เพราะถ้าเราสอนทีมแค่ “ต้องทำอะไร”
ทีมก็จะรอคำสั่ง
แต่ถ้าเราสอนว่า “ทำไมถึงต้องทำแบบนี้”
เขาจะเริ่มคิดและตัดสินใจเองได้
และตรงนี้แหละที่ทำให้ทีม Scale ได้จริง

3. Prioritize เพราะ Resource มี Limit แต่ความอยากไม่มี Limit
อีกประโยคที่ผมชอบมากคือ
Time, Energy และ Resource มี Limit แต่ Imagination, Desire และ Perfection ไม่มี Limit
เวลาเราทำงาน เราอยากให้งานทุกส่วนดีที่สุดได้เสมอ
ปัญหาคือ เวลา เงิน และพลังของทีมไม่ได้มีไม่จำกัด
คุณไก่เล่าว่า ใน Storyboard หรือ Script จะมีการใส่ดาวไว้ว่า Scene ไหนสำคัญ
เพื่อให้ทีมรู้ว่า
อันไหนต้องทุ่ม และอันไหน “ดีพอ” แล้วไปต่อได้
เพราะถ้าพยายามทำทุกอย่างให้ Perfect ทั้งหมด สุดท้ายไม่ได้เสียแค่งบประมาณหรือเวลา
แต่บรรยากาศและ Energy ของทีมก็จะเสียไปด้วย
ผมว่าข้อนี้ตรงกับการทำธุรกิจมาก
ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่แค่คิดว่า “อะไรควรทำ”
แต่ต้องกล้าเลือกด้วยว่า
“อะไรไม่จำเป็นต้องดีที่สุด”
4. ผู้นำต้อง “สร้างกระจก” ให้ตัวเอง
อีกแนวคิดหนึ่งที่ผมชอบมากคือเรื่อง การสร้างกระจก
ผู้นำต้องมีคนใกล้ตัวที่กล้า Feedback เราตรง ๆ
แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
อยู่ที่ว่าเราเปิดรับมากแค่ไหน วางตัวอย่างไร และเวลามีคนพูดความจริงกับเรา เรารับฟังจริงหรือเปล่า
ถ้าทุกครั้งที่ทีมเสนอความเห็นต่าง แล้วสุดท้ายโดนโกรธ โดนสวน หรือโดนปิดบทสนทนา
ไม่นานทีมก็จะเรียนรู้ว่า
“ไม่พูดดีกว่า”
และเมื่อไม่มีใครกล้าพูดความจริงกับเราอีก ผู้นำก็จะสูญเสีย “กระจก” ที่คอยสะท้อนว่า
อะไร Work
อะไรไม่ Work
อะไรที่เราคิดว่าดี แต่คนอื่นอาจไม่ได้มองแบบนั้น
ผมว่าข้อนี้อันตรายมาก โดยเฉพาะเมื่อองค์กรโตขึ้น และตำแหน่งของเราสูงขึ้น
เพราะยิ่งอยู่สูง โอกาสที่คนจะกล้าพูดความจริงกับเราก็อาจยิ่งน้อยลง
ดังนั้น Feedback ที่จริงใจไม่ได้เป็นสิ่งที่รอให้เกิดขึ้น
แต่มันคือ Environment ที่ผู้นำต้องตั้งใจสร้าง
5. แยกสิ่งที่ควบคุมได้ กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
คนทำหนังต้องรู้จัก “ปล่อยวาง” ให้เป็น
คุณไก่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า
บาง Scene ทีมทำกันแทบตาย ลงแรงมหาศาล
แต่พอถึงเวลาฉายจริง คนดูอาจหยิบมือถือขึ้นมาเล่นพอดี
จบครับ 5555
ต่อให้เราอยากควบคุมมากแค่ไหน เราก็ควบคุมทุกอย่างไม่ได้
ถ้าเราคาดหวังว่าจะควบคุมทุกผลลัพธ์ได้ทั้งหมด ก็น่าจะประสาทแดกตายก่อนแน่นอน
คุณไก่เลยยกคำพูดของคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ขึ้นมาว่า
“Don’t Expect, But Hope.”
อย่าคาดหวัง แต่จงมีความหวัง
โคตรดี
เพราะหน้าที่ของเราคือทำสิ่งที่ควบคุมได้ให้ดีที่สุด
แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า ผลลัพธ์บางส่วนเกิดจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา
Director As CEO: ผู้กำกับกับผู้นำองค์กรอาจไม่ต่างกันมากอย่างที่คิด
ส่วนตัวผมชอบ Session นี้มาก
แม้เรื่องทั้งหมดจะถูกเล่าผ่านบริบทของ “ผู้กำกับภาพยนตร์”
แต่จริง ๆ หลายเรื่องสามารถถอดออกมาเป็น Framework เรื่อง Leadership และการบริหารทีม ได้ตรงมาก
ตั้งแต่
- หาจุดที่เราอินและเชื่อจริง ๆ
- ทำให้ทีมเข้าใจภาพใหญ่และวิธีคิด
- เลือกว่า Resource ที่มีจำกัดควรถูกใช้กับอะไร
- สร้างทีมที่กล้าพูดความจริงกับเรา
- และแยกให้ออกว่าอะไรควบคุมได้ อะไรควบคุมไม่ได้
สิ่งหนึ่งที่ผมได้กลับมาคิดหลังจบ Session คือ
CEO อาจไม่ได้มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดด้วยตัวเอง
เหมือน Director ที่ไม่สามารถจัดไฟ แต่งหน้า ทำ Prop ถือกล้อง และแสดงเองพร้อมกันได้
หน้าที่สำคัญกว่า คือการทำให้คนเก่งจำนวนมาก เห็นภาพเดียวกัน เข้าใจว่าทำไมต้องทำ และใช้ความสามารถของตัวเองช่วยกันสร้างภาพนั้นให้เกิดขึ้นจริง
และเมื่อเราทำในสิ่งที่ควบคุมได้ดีที่สุดแล้ว
บางเรื่องก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยให้มันเป็นไป
Don’t Expect, But Hope.
ผมว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในบทเรียนเรื่อง Leadership ที่ดีที่สุดจากงาน The Secret Sauce Summit 2026 ปีนี้ครับ

ใส่ความเห็น