Make Marketing Moment: 5 บทเรียนการตลาดจาก Jongluckdee

Make Marketing Moment: 5 บทเรียนการตลาดจากคุณเอย Jongluckdee ใน The Secret Sauce Summit 2026

ทำยังไงให้ได้ Attention ในวันที่ทุกอย่างแย่ง Attention กันหมด?

อีกหนึ่ง Session จากงาน The Secret Sauce Summit 2026 ที่ผมแนะนำให้ย้อนกลับไปฟังคือ Make Marketing Moment ของคุณเอย จาก Jongluckdee

ทีม Creative ที่อยู่เบื้องหลังงานโฆษณาของ Netflix หลายชิ้นที่เราคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นผีโฮโลแกรมบนดาดฟ้า, Squid Game ที่แม่น้ำเจ้าพระยาและเสาชิงช้า รวมถึงเทปปิดกล่องพัสดุโปรโมต สงครามส่งด่วน

คุณเอยเปิด Session ด้วยคำถามว่า

“ทำยังไงให้ได้ Attention ในวันที่ทุกอย่างแย่ง Attention กันหมด?”

ฟังดูเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ผมว่ามันตรงกับปัญหาของคนทำ Marketing ทุกวันนี้มาก

คนไม่ได้มี Attention สั้นลงเสมอไป แต่ “มาตรฐานสูงขึ้น”

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ละ Platform มี Algorithm ที่ค่อย ๆ บังคับให้คนทำ Content และ Advertising อยู่ใน Pattern คล้ายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

Hook ต้องมาเร็ว
เปิดคลิปต้องสะดุด
ต้อง Retain คนให้อยู่
ต้องมีจังหวะให้ดูต่อ

พอทุกคนทำตามสูตรเดียวกันมากขึ้น งานก็เริ่มหน้าตาคล้ายกันไปหมด

คุณเอยมีมุมมองที่ผมชอบมาก คือ

คนไม่ได้ไม่ชอบ Advertising และไม่ได้มี Attention สั้นลงเสมอไป

แต่คนมี มาตรฐานสูงขึ้น

เพราะทุกวันเขาเห็น Content ดี ๆ เต็ม Feed

ถ้า Content ของแบรนด์มีแต่เรื่องขายของ และไม่คุ้มกับเวลาที่คนต้องเสียไปดู เขาก็เลือกไม่ดู

แค่นั้นเอง

อย่ามองคนเป็นแค่ Consumer เพราะเขาคือ People

อีกประเด็นที่ผมชอบมากคือ

เวลาเรามองคนเป็น Consumer เรามักเผลอลืมว่า จริง ๆ แล้วเขาคือ People

ชีวิตของคนหนึ่งคนมี Context เยอะมาก

เขาตื่นนอน
แต่งตัว
เดินทาง
ทำงาน
มีแฟน
มีลูก
มีสัตว์เลี้ยง
มีข่าวที่กำลังสนใจ
มีเรื่องในชีวิตที่ต้องคิด
มีโหนกระแส
มี TikTok
มีเพื่อน
มี Netflix

และมีอีกเป็นร้อยเรื่องที่กำลังแย่ง Attention อยู่พร้อมกัน

เพราะฉะนั้น ในโลกของ Advertising วันนี้ เราไม่ได้แข่งขันแค่กับแบรนด์ที่อยู่ใน Category เดียวกัน

เราแข่งกับ

ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของลูกค้า

และในวันที่ AI สามารถผลิต Content ออกมาได้มหาศาล โลกก็ยิ่ง Noisier ขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าคนเห็นงานเราแล้วจำไม่ได้

สุดท้ายสิ่งที่ทำไปก็แทบไม่มีความหมาย

จาก Content สู่ Marketing Moment

ตรงนี้เลยนำมาสู่แนวคิดหลักของ Session คือ

Marketing a Moment

ไม่ใช่แค่การทำ Content
ไม่ใช่แค่การจัด Event
และไม่ใช่แค่การซื้อ Media

แต่คือการสร้าง “Moment” บางอย่าง

ที่ทำให้คน

รู้สึก → จดจำ → และอยากเอาไปพูดต่อ

คุณเอยเรียกสิ่งนี้ว่า

The Memory Value of Marketing

ผมชอบคำนี้มาก

เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้ Campaign มี Reach 10 ล้าน แต่ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ไม่มีใครจำได้ว่าเป็นของแบรนด์อะไร

ตัวเลขนั้นอาจมีคุณค่ากับ Media Report

แต่ไม่แน่ว่าจะมีคุณค่ากับ Brand มากเท่าที่คิด

5 แนวคิดที่จะเปลี่ยนโฆษณาธรรมดา ให้กลายเป็น Marketing Moment

1. Branded ≠ Brand Building

แค่มี Logo ใหญ่ ๆ อยู่ในงาน ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังสร้าง Brand

ผมชอบวิธีเช็กง่าย ๆ แบบนี้มาก

ลองเอา Logo ของเราออก แล้วใส่ Logo คู่แข่งแทน

ถ้า Message, Visual และความรู้สึกของงานยังเหมือนเดิมทุกอย่าง

แปลว่า Campaign นั้นอาจจะ Branded

แต่ยังไม่ได้ทำ Brand Building

เพราะงานที่สร้างแบรนด์จริง ๆ ควรมีบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกว่า

“งานแบบนี้ต้องเป็นแบรนด์นี้”

ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิด Personality ภาษาที่ใช้ หรือมุมมองบางอย่างที่คู่แข่งเอาไปใช้แล้วดูไม่เข้ากัน

2. Attention ≠ Connection

การทำให้คนหยุด Scroll ได้ ถือว่าเก่งแล้ว

แต่ยังไม่พอ

เพราะ Attention เป็นแค่ประตู

คำถามถัดไปคือ

หลังจากเขาหยุดดูแล้ว เราทิ้งความรู้สึกอะไรไว้กับเขา?

เราทำให้เขาหัวเราะไหม
อินไหม
รู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเขาไหม
หรือจำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเราได้ไหม

ถ้าไม่มี Connection ต่อให้ได้ View หรือ Attention เยอะมาก พอ Content ชิ้นถัดไปขึ้นมา สิ่งที่เราเพิ่งทำก็อาจหายไปจากหัวคนทันที

สำหรับผม สิ่งที่แข็งแรงกว่าการ “หยุดนิ้ว” คือ

การหยุดอยู่ในความทรงจำ

3. Big ≠ Meaningful

Marketing Moment ไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่เสมอไป

ไม่จำเป็นต้องใช้ Production ใหญ่
ไม่จำเป็นต้องซื้อ Media มหาศาล
ไม่จำเป็นต้องยึดทั้งเมือง

คำถามสำคัญกว่า คือ

ต่อให้ Scale ของงานเล็กลง มันยังมีความหมายกับคนอยู่ไหม?

บางครั้ง Moment เล็ก ๆ ที่ถูกที่ ถูกเวลา และตรงกับ Context ของคน อาจสร้าง Memory ได้มากกว่างานใหญ่ที่ลงทุนมหาศาล แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิตเขา

ผมว่าอันนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกับ SME

เพราะไม่ได้แปลว่า ถ้างบน้อยแล้วจะสร้าง Marketing Moment ไม่ได้

โจทย์คือเราต้องหา Moment ที่เหมาะกับ Scale ของเรา

4. Shareable ≠ Talkable

Paid Media สามารถทำให้ Content ของเรา “ถูกเห็น” ได้

Algorithm ก็ช่วยทำให้มันถูก Share ต่อได้

แต่สิ่งที่แข็งแรงกว่าคือ

Talkable

คือ Campaign ที่คนเห็นแล้ว อยากหยิบไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อเอง

ไม่ใช่แค่กด Share แล้วจบ

แต่กลายเป็นบทสนทนา เช่น

“เฮ้ย เห็น Netflix ทำอันนี้ยัง?”

“ไปดูตรงนั้นดิ มีอะไรแปลกมาก”

“พัสดุแกมีเทปสงครามส่งด่วนติดมาปะ?”

เมื่อ Marketing เข้าไปอยู่ในบทสนทนาของคนได้ พลังมันจะไปได้ไกลกว่า Media ที่เราซื้อไว้มาก

เพราะสิ่งที่กำลังทำงานต่อ ไม่ใช่แค่ Algorithm

แต่มันคือ คน

5. Experience ≠ Participation

อันสุดท้ายที่ผมชอบมากคือ

ประสบการณ์จะแข็งแรงขึ้นอีก ถ้าคนไม่ได้แค่ “เห็น” แต่รู้สึกว่า ตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนั้น

ตัวอย่างคือ Campaign โปรโมต สงครามส่งด่วน

แทนที่จะทำแค่โฆษณาบนจอ ทีมเอาเทปกาวของซีรีส์ไปติดอยู่บนกล่องพัสดุจริง ๆ

ลองนึกภาพว่า

วันหนึ่งพัสดุที่เราสั่งมาถึงบ้าน แล้วกล่องที่ถืออยู่ในมือกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Campaign ที่เรากำลังเห็นในโลกออนไลน์

ทันทีนั้นเราไม่ได้เป็นแค่ Audience แล้ว

แต่เรา Participate อยู่ในโลกของเรื่องนั้นด้วย

และผมว่าตรงนี้แหละที่ Memory แข็งแรงขึ้นมาก

เพราะ Moment ไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจออย่างเดียว

แต่มันเกิดขึ้นกับ “เรา”

AI ทำให้ Content เยอะขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้คนจำได้มากขึ้น

อีกเรื่องที่ผมคิดต่อหลัง Session นี้คือ ในวันที่ AI ช่วยให้เราผลิต Content ได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

ปริมาณ Content ในโลกจะไม่ได้ลดลงแน่นอน

มันจะยิ่งเยอะขึ้น
เร็วขึ้น
ถูกลง
และคล้ายกันมากขึ้น

ดังนั้น Advantage ของ Brand ในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า

“ใครผลิต Content ได้เยอะกว่า?”

แต่อยู่ที่

“ใครสามารถสร้างสิ่งที่คนรู้สึกและจดจำได้มากกว่า?”

AI อาจช่วยผลิตได้

แต่ Memory Value ยังต้องเริ่มจากความเข้าใจ People, Culture, Context และ Emotion อยู่ดี

การตลาดที่ดี ไม่จำเป็นต้องหยุดขายของ

ส่วนตัวผมคิดว่า การตลาดที่คน “จดจำได้” โดยเฉพาะในแง่ดี จะช่วยให้ Brand เติบโตได้ยั่งยืนกว่า

แต่ไม่ได้แปลว่า เราห้ามขายของ

Brand ยังต้องขาย
ธุรกิจยังต้องมี Revenue
Marketing ยังต้องสร้าง Business Result

สิ่งสำคัญคือ

เราจะขายอย่างไรให้เข้ากับ Context ของคน โดยไม่ยัดเยียดจนเกินไป

ถ้าเราเข้าใจว่าคนดูมีชีวิต มีเวลา มีความสนใจ และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าแบรนด์เราอีกเป็นร้อยเรื่อง

เราก็จะเริ่ม Respect Attention ของเขามากขึ้น

และถ้า Content หรือ Campaign ของเราสามารถให้บางอย่างกลับไปได้

ไม่ว่าจะเป็นความสนุก
ความรู้สึก
ประสบการณ์
หรือเรื่องที่เขาอยากเอาไปพูดต่อ

ผมว่าแบรนด์ก็ยังขายของได้ และเติบโตได้เหมือนกัน

สรุป Make Marketing Moment

ถ้าจะสรุป Session นี้ด้วยประโยคเดียว สำหรับผมน่าจะเป็น

อย่าสร้างแค่ Advertising แต่สร้าง Moment ที่คนอยากจำ

Branded ไม่เท่ากับ Brand Building
Attention ไม่เท่ากับ Connection
Big ไม่เท่ากับ Meaningful
Shareable ไม่เท่ากับ Talkable
และ Experience ไม่เท่ากับ Participation

สุดท้ายแล้ว คนที่เรากำลังทำ Marketing ให้ ไม่ได้เป็นเพียง Consumer ที่รอซื้อของจากเรา

เขาคือ People ที่มีชีวิต มีเรื่องให้สนใจ และมีสิ่งอีกมากมายที่สำคัญกว่าแบรนด์ของเรา

เพราะฉะนั้น

People are more than consumers. Create moments that let them be human again.

ผมว่านี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ Marketing ในวันที่โลกเต็มไปด้วย Content ครับ

ใส่ความเห็น