เที่ยว Norway 8 วัน: 5 เรื่องที่ได้เรียนรู้จาก Tromsø, Sommarøy และ Oslo

เที่ยว Norway 8 วัน: 5 เรื่องที่ได้เรียนรู้จาก Tromsø, Sommarøy และ Oslo

ทุกปีผมจะพยายามวางแผนไปเที่ยวกับครอบครัวสักครั้ง

ปีนี้มาใน Theme “รีบเที่ยวก่อนจะไปไม่ไหว” เลยไปกันไกลถึง Norway 8 วัน

เป้าหมายหลักคือพาพ่อแม่ขึ้นไปดูแสงเหนือที่ Tromsø ต่อด้วย Road Trip ไป Sommarøy แล้วก่อนกลับแวะเดิน City Walk กันที่ Oslo

ทริปนี้นอกจากจะได้เห็นแสงเหนือ ธรรมชาติ และวิวสวย ๆ แล้ว ยังมีหลายเรื่องที่ทำให้ผมกลับมาคิดต่อ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพชีวิต วิธีคิดของคน และระบบของประเทศ

ตกผลึกออกมาได้ 5 เรื่องที่อยากแชร์ครับ

1. ค่าครองชีพ Norway แพงจริง โดยเฉพาะอาหารและบริการ

สกุลเงินของนอร์เวย์เรียกว่า Norwegian Krone หรือ NOK

ช่วงที่ผมไป ตีแบบง่าย ๆ ประมาณ 1 NOK ≈ 3.5 บาท

เวลาเห็นราคาบนเมนูเลยต้องพยายามห้ามสมองคิดว่าเป็นเงินบาท 5555

อย่างมื้อหนึ่งผมสั่งสเต็กปลาสไตล์ Nordic มา 1 จาน มีปลาหนึ่งชิ้น มันฝรั่ง ผักต้ม ซอสครีมราคา 385 NOK

ถ้าเป็น 385 บาท ผมก็คิดว่าน่าจะหาสเต็กปลาดี ๆ แบบนี้กินในไทยได้ไม่ยาก แต่พอคูณ 3.5 เข้าไป จานนี้ประมาณ 1,347 บาท

ถ้ามากัน 6 คน สั่ง Main Dish ครบคน บวกเครื่องดื่มนิดหน่อย มื้อหนึ่งแตะ 7,000 บาท ได้แบบไม่ยากเลย

นี่คือความรู้สึกตลอดทริป ของไม่ได้รู้สึก “แพง” เวลามองเป็น NOK จนกระทั่งเอาเครื่องคิดเลขมาคูณครับ 5555

แล้วคน Norway อยู่กันได้ยังไง?

สิ่งหนึ่งที่ Local Guide เล่าให้ฟังคือ ภาษีเงินได้ของคนทำงานค่อนข้างสูง

รายได้ยิ่งสูง ภาระภาษีโดยรวมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ 25%

แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือระบบรัฐและสวัสดิการสังคมที่ค่อนข้างแข็งแรง ทั้งเรื่องการศึกษา สุขภาพ การดูแลครอบครัว และบริการสาธารณะต่าง ๆ

มันเลยทำให้ผมนึกถึงคำถามคลาสสิกว่า

เรายอมจ่ายภาษีเยอะขึ้นไหม ถ้ารู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปกลับมาสร้างคุณภาพชีวิตให้เราได้จริง?

อันนี้น่าคิดเหมือนกัน

2. คน Norway พูดภาษาอังกฤษดีมาก เที่ยวง่ายกว่าที่คิด

อีกเรื่องที่ Surprise ผมมากคือ ภาษา

ถึงภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาราชการของ Norway แต่คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก ๆ

ตั้งแต่พนักงานโรงแรม
ร้านอาหาร
ร้านค้า
คนขับรถ
ไปจนถึงคนทั่วไปที่เราเข้าไปถามทาง

ถ้าคุณพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้ มาเที่ยว Norway ได้ค่อนข้างสบาย

ต่างจากบางประเทศในยุโรปที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ภาษาของตัวเองมากกว่า อันนั้นเราก็อาจจะต้องใช้ภาษามือช่วยกันเยอะหน่อย 5555

ผมเลยลองไปหาข้อมูลเพิ่มว่า ทำไมภาษาอังกฤษของคน Norway ถึงดีขนาดนี้

หนึ่งในเหตุผลคือ ภาษาอังกฤษอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมต้น

หลักสูตรการศึกษาของนอร์เวย์กำหนด English เป็นวิชาตั้งแต่ Year 1–2 และมีชั่วโมงเรียนต่อเนื่องไปจนถึงระดับมัธยม

อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากขนาดของประเทศด้วย

Norway มีประชากรประมาณ 5.64 ล้านคน เท่านั้น

ตลาดภายในประเทศไม่ได้ใหญ่มาก การบริโภคสื่อ การทำธุรกิจ การท่องเที่ยว รวมถึงการติดต่อกับคนต่างชาติจึงเป็นเรื่องปกติ

พอทั้งการศึกษาและ Environment เอื้อ ภาษาอังกฤษก็เลยกลายเป็นภาษาที่ใช้งานจริง ไม่ใช่แค่วิชาที่เรียนเพื่อสอบ

3. อาหาร Norway อร่อยกว่าที่คิด

ก่อนมา Norway ภาพในหัวผมก็ประมาณ

ปลาแซลมอน + อาหารยุโรปรสอ่อน ๆ

แต่พอมากินจริง ผมแปลกใจพอสมควร

อาหารตามร้านที่ไปกินส่วนใหญ่ รสชาติกลมกล่อม มีความ Umami และไม่ได้จืดอย่างที่คิด

แน่นอนว่า Seafood เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศนี้อยู่แล้ว

แค่ปี 2025 Norway ส่งออก Salmon มากกว่า 1.4 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 124.7 พันล้าน NOK จน Salmon เป็นสินค้าส่งออกด้านอาหารทะเลที่สำคัญที่สุดของประเทศ

แต่สิ่งที่ผมประทับใจไม่ได้มีแค่ Salmon

ร้านอาหารทั่วไปหลายร้านทำอาหารออกมาดีกว่าที่คาดไว้เยอะ

ทริคเลือกร้านอาหารจากทริปนี้

วิธีที่ผมใช้ตลอดทริปง่ายมาก Google Maps Review 4.4 ดาวขึ้นไป

อีกเรื่องคือเวลากินข้าว

มื้อเที่ยง ถ้าเป็นร้านดัง ๆ ผมแนะนำประมาณ 12:00 น.

มื้อเย็น ถ้าไม่ได้จอง ผมจะพยายามไปประมาณ 18:00 น.

เพราะบางร้านพอ 19:00 น. เป็นต้นไป ถ้าไม่ได้ Reserve ไว้ โอกาสไม่มีโต๊ะค่อนข้างสูง

4. อากาศและแสงแดด มีผลกับชีวิตมากกว่าที่คิด

ก่อนมา ผมคุ้น ๆ ว่าเคยฟัง Podcast สักรายการพูดถึงเรื่อง Seasonal Affective Disorder หรือ SAD

คืออาการทางอารมณ์ที่สัมพันธ์กับฤดูกาลและช่วงเวลาที่ได้รับแสงแดดน้อย

ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจในเมืองเหนืออย่าง Tromsø เพราะอยู่เหนือ Arctic Circle และมีช่วง Polar Night ที่ดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นเหนือขอบฟ้าเป็นเวลาหลายสัปดาห์

มีงานศึกษาจาก Tromsø ที่พบ Seasonal Variation ของอารมณ์ในประชากร และศูนย์เวชศาสตร์การนอนของนอร์เวย์ก็ระบุว่า Winter Depression หรือ SAD สามารถเกิดขึ้นในช่วงฤดูมืด โดยอาการที่พบได้ เช่น พลังงานลดลง ง่วงมากขึ้น และอารมณ์ตก

พอได้มาอยู่จริง ถึงจะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ ก็เริ่มเข้าใจขึ้น

เราไปช่วงปลายเดือนตุลาคม ข้อดีคือวิวสวยมาก ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี และเข้าสู่ฤดูดูแสงเหนือแล้ว

แต่ข้อเสียคือ ฝนตกบ่อย ลมแรง อากาศเปลี่ยนเร็ว และกลางวันสั้นลงเรื่อย ๆ

บางวันแพลนที่วางไว้ต้องปรับกันหน้างาน เพราะอากาศไม่เอื้อจริง ๆ

5. Sustainability ของ Norway ไม่ได้มีแค่เรื่องรักษ์โลก แต่มันอยู่ในระดับ “ระบบประเทศ”

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ผมชอบที่สุดของทริป คือ Sustainability

ตอน Road Trip ไกด์เล่าว่าไฟฟ้าของ Norway เกือบทั้งหมดมาจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ Hydropower หรือพลังงานน้ำกว่า 90% ส่วนใหญ่อีกก้อนมาจาก Wind Power และมี Solar กับ Thermal เพียงส่วนน้อย

แต่สิ่งที่ย้อนแย้งและน่าสนใจคือ

Norway เองก็เป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก

โดยเฉพาะ Natural Gas ที่ในปี 2025 Norway เป็น ผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และก๊าซที่ส่งออกมีปริมาณเทียบเท่ากับมากกว่า 30% ของการบริโภคใน EU และ UK รวมกัน

พูดง่าย ๆ คือ

ในประเทศผลิตไฟฟ้าจากน้ำเป็นหลัก แต่เศรษฐกิจกลับสร้างรายได้มหาศาลจาก Oil & Gas

แล้ว Norway ทำอะไรกับรายได้นั้น?

กองทุนแห่งชาติ Norway ใหญ่ขนาดไหน?

รายได้สุทธิจากกิจกรรมปิโตรเลียมของรัฐบาลถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global หรือ GPFG

กองทุนแห่งชาติที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินในชื่อ Norway Sovereign Wealth Fund

ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2026 กองทุนมีมูลค่าประมาณ 22,014,000,000,000 NOK

หรือ 22 ล้านล้าน NOK ลองเอามาหารประชากรประมาณ 5.64 ล้านคน

ตกประมาณเกือบ 4 ล้าน NOK ต่อประชากรหนึ่งคน คือใหญ่จริง ๆ

แต่จุดที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ “มีเงินเยอะ”

ในสถานการณ์ปกติ รัฐบาลยังพยายามใช้ต่ำกว่า 3% เพื่อเหลือ Buffer สำหรับช่วงเศรษฐกิจแย่หรือเวลามูลค่ากองทุนตกลงด้วย

ปี 2026 ตัวเลขการใช้จากกองทุนตาม Revised National Budget อยู่ที่ประมาณ 2.7% ของมูลค่ากองทุน

สำหรับผม หลักคิดมันน่าสนใจมาก

ประเทศเจอทรัพยากรธรรมชาติที่ทำเงินมหาศาล

แต่แทนที่จะคิดว่า “มีเงินแล้วใช้เลย”

เขากลับตั้งระบบว่า

ทำอย่างไรให้ทรัพยากรของคนรุ่นนี้ กลายเป็นความมั่งคั่งของคนรุ่นต่อไปด้วย

ผมว่าอันนี้คือ Sustainability ในระดับประเทศจริง ๆ

พอชีวิตมั่นคง คนก็มีพื้นที่ไปคิดเรื่องอื่น

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกตลอดเวลาที่อยู่ Norway คือ

เมื่อ Infrastructure ดี ระบบขนส่งดี ธรรมชาติได้รับการดูแล พื้นที่สาธารณะดี
และคนมีพื้นฐานชีวิตที่ค่อนข้างมั่นคง

คนก็มี Space ที่จะไปสนใจเรื่องอื่น ธรรมชาติ ศิลปะ คุณภาพชีวิต

แน่นอน Norway ไม่ใช่ประเทศ Perfect และทุกระบบก็มีปัญหาของตัวเอง

แต่พอได้เห็นอีก Model หนึ่งว่า ประเทศสามารถเลือกจัดการทรัพยากรและออกแบบคุณภาพชีวิตของคนได้อย่างไร

มันก็ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับประเทศตัวเองเหมือนกัน

ใส่ความเห็น